บางกอกรีคอเดอร์

จ ด ห ม า ย เ ห ตุ บ า ง ก อ ก

Archive for the category “บทความ”

ยุทธการณ์ยึดเมือง ๒๔๗๕

คัดลอกมาจากนิตยสารสารคดี

“ต่างคน ต่างเดินทางแยกย้ายไปตามจุดนัดหมาย ของตัวเอง ทุกหมู่เหล่า มีชาวบ้านอย่างเรา ไปอยู่ด้วย ถนนราชดำเนินตอนนั้น เงียบมาก พี่ชายบอกว่า เดี๋ยวมีคนเอาปืนมาให้ ผมคิดอย่างเดียวว่า ตั้งใจมาทำงานให้สำเร็จ เขาสู้ ก็สู้กับเขา ตายก็ตาย…”
…..กระจ่าง ตุลารักษ์ วัย ๘๗ ปี ชาวบ้านแห่งอำเภอ บางคล้า เมืองแปดริ้ว เป็นอดีต ผู้ก่อการคนสุดท้าย ที่ยังมีชีวิตอยู่ หวนรำลึก ความหลัง ในเช้าวันนั้น
…..หากเชื่อว่า เส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในโลกนี้ ย่อมได้รับ การต่อต้าน และมักเกิดจาก คนไม่กี่คน การวางแผน จึงเป็น หัวใจ สำคัญที่สุด ในการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกัน การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ก็ไม่ได้หลุดออกไปจาก เส้นทางนี้เลย
…..เป็นที่ยอมรับกันว่า ความสำเร็จ ของการปฏิวัติในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ส่วนสำคัญ มาจากการวางแผน อันรอบคอบ ทั้ง ๆ ที่ ในเวลานั้น คณะราษฎร แทบจะไม่มี กำลังในมือ มีผู้ร่วมก่อการจริง ๆ เพียง ๑๑๕ คน แต่สามารถ ยึดอำนาจสำเร็จ โดยที่ไม่มีผู้ล้มตายเลย

กระจ่าง ตุลารักษ์

เดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๖๙ ณ หอพัก Rue du summerard ในกรุงปารีส ได้มีการประชุม กลุ่มผู้ต้องการเห็นบ้านเมือง มีการเปลี่ยนแปลง การปกครอง เป็นครั้งแรก คือ ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ (หลวงพิบูลสงคราม) ซึ่งกำลังศึกษาวิชา ทหารปืนใหญ่ ในโรงเรียนนายทหาร ร.ต.ทัศนัย มิตรภักดี ศึกษาวิชาการทหารม้า โรงเรียนนายทหาร ของฝรั่งเศส นายตั้ว ลพานุกรม นักศึกษาวิทยาศาสตร์ ระดับปริญญาเอก ในสวิตเซอร์แลนด์ หลวงศิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) ผู้ช่วยเลขานุการทูตสยาม ประจำกรุงปารีส นายแนบ พหลโยธิน เนติบัณฑิตอังกฤษ และนายปรีดี พนมยงค์ โดยตกลงที่ จะทำการ เปลี่ยนแปลง การปกครองของ กษัตริย์เหนือกฎหมาย มาเป็น การปกครองที่มี กษัตริย์ใต้กฎหมาย โดยใช้วิธีการ “ยึดอำนาจโดยฉับพลัน” เพื่อเป็นการป้องกัน มหาอำนาจ คืออังกฤษ และฝรั่งเศส ที่มีอาณานิคม อยู่ล้อมรอบ สยามประเทศ ถือโอกาส เข้ามาแทรกแซง ยกกำลังทหาร มายึดครอง ดินแดนสยาม เอาไปเป็นเมืองขึ้น

ผู้ก่อการบางส่วน พบปะกัน ในกรุงปารีส ประมาณ พ.ศ.๒๔๖๘

ผู้ก่อการ ได้ตั้งปณิธาน ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพื่อให้สยาม บรรลุเป้าหมาย ๖ ประการ ซึ่งต่อมา ได้เรียกว่าเป็น หลัก ๖ ประการ ของคณะราษฎร“คือ
…..๑. รักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศ ไว้ให้มั่นคง
…..๒. รักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกัน ลดลงให้มาก
…..๓. บำรุงความสุขสมบูรณ์ของ ราษฎร ในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่ จะหางานให้ ราษฎร ทุกคน ทำ จะวางโครงการ เศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎร อดอยาก
…..๔. ให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน
…..๕. ให้ราษฎรมีเสรีภาพที่ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวแล้ว
…..๖. ให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร Read more…

Advertisements

ฆาตกรรมในนามสยามราชา

โดยดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

คนคลั่งเจ้ากำลังแตกรังอาละวาด

คนคลั่งเจ้าประกาศกร้าวว่าพวกเขาพร้อมจะฆ่าในนามของพระราชา

คนคลั่งเจ้าได้เริ่มปฏิบัติการร้ายต่อเหล่าบรรดาอาจารย์กฎหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มนิติราษฎร์ หรือ “นิติศาสตร์เพื่อราษฎร” กลุ่มนิติราษฎร์ได้เสนอให้ทำการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลงยุคโดยไม่ต้องรีรอ  บรรดาเหล่าชาวราชานิยมได้กล่าวหากลุ่มนิติราษฎร์ว่าพยายามจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงสำหรับประเทศไทย

พวกเขาได้ผลิตชุดคำขู่มากมายต่อกลุ่มนิติราษฎร์ จากบทความล่าสุดของ Elizabeth Fitzgerald ใน New Mandala หนึ่งในนั้นก็คือแผนการที่จะปลุกระดมให้กองทัพออกมาทำรัฐประหารเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์จากกลุ่มที่พวกเขากล่าวหาว่าเป็นคนขายชาติ บางทีคนคลั่งเจ้ากลุ่มนี้คงลืมไปแล้วว่าไม่ใช่การรัฐประหาร 2006 หรอกหรือที่เป็นชนวนแรกเริ่มให้เกิดกระแสต่อต้านสถาบัน

หัวขบวนแห่งการล่าแม่มดครั้งนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือกลุ่มเสื้อเหลือง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งพวกเขาเป็นที่รู้จักดีจากการเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินสุวรรณภูมิในปี 2008 ผู้สนับสนุนของพธม.เรียกร้องให้ทหารอุ้มสมาชิกของกลุ่มนิติราษฎร์ไปจัดการ หรือ เตะลงจากเฮลิคอปเตอร์ พวกเขายังเรียกร้องให้ทำการเปิดเผย ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และ แผนที่บ้านพักของสมาชิกของกลุ่มนิติราษฎร์ให้หมด พวกเขาอยากจะให้นั่งยางเผาทั้งเป็นบริเวณหน้าบ้านของแต่ละคน Read more…

คำ ผกา : ขอสัก “ชาติ” จะได้ไหม?

(คัดลอกมาจากมติชน)

หลังการรัฐประหารมีกลุ่มนักศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งกลุ่ม “ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก” เพื่อยืนยันศักดิ์ศรีของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เมื่อถูกทำให้เป็น “ไทยๆ” แล้วมันหมายถึงการปู้ยี่ปู้ยำประชาธิปไตยให้กลายเป็นผลไม้ที่ชิงสุกก่อนห่าม กินไปก็เสาะท้อง

สถานะ “กิ๊ก” ของประชาธิปไตยในสังคมไทยยังบ่งบอกถึงการห้ามเรียกร้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ตามกฎหมายทั้งปวงเพราะความเป็น “กิ๊ก” มิใช่ “รักแท้”

ปีนี้นักศึกษาจากทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกมาทำกิจกรรมเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่น่าสนใจอีกนั่นคือการ “แสดง” ของพวกเขาในนามของ “คณะราษฎรที่ 2”

มองดูอย่างผิวเผินนี่เป็นเพียงกิจกรรมของ “เด็กๆ” เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของคณะราษฎร แต่มองให้ผิวเผินน้อยลงอีกนิด กิจกรรมของนักศึกษากลุ่มนี้น่าตื่นเต้นมากกว่านั้น ไม่นับว่า “เทคนิค” ในการจัดกิจกรรม หรือเราอาจใช้คำว่า “การแสดง” ของพวกเขามีความร่วมสมัยและสื่อสารกับคนร่วมยุคสมัยร่วมเจเนอเรชั่นของพวกเขาอย่างที่ฉันขอใช้คำคุณศัพท์โบราณว่ามัน “เก๋” มาก

กลุ่มคณะราษฎรที่ 2 (แค่ชื่อก็เก๋) เปิดตัวด้วยการทำวิดีโอสั้นๆ เปิดตัวพวกเขาในชุดทหาร และมีชุดพลเรือนหนึ่งคนที่น่าจะหมายถึง ปรีดี พนมยงค์ ภาพอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เด็กหนุ่ม บุหรี่ เพลงในวิดีโอ สะพานพระราม 8 และประกาศคณะราษฎร เจตจำนงของระบอบประชาธิปไตย

ฉันอยากให้ผู้อ่านคอลัมน์ของฉันได้ดูวิดีโอนี้จริงๆ ถ้าสนใจกิจกรรมของพวกเขา เข้าไปดูที่ http://www.facebook.com/lltd.tu/posts/411098482276139

กิจกรรมลำดับต่อมา คณะราษฎรที่ 2 ใน “คอสตูม” ของพวกเขาได้ไปยื่นหนังสือของยืมยุทโธปกรณ์ที่กองทัพบก เพื่อนำมาใช้ใน “กิจกรรม” ฉันดูคลิปนี้แล้วอยากจะยกให้เป็น Art Performance แห่งปี Read more…

สุรชาติ บำรุงสุข : 2475 รำลึก : พลเรือน ทหารและรัฐธรรมนูญ

(คัดลอกมาจากมติชน)


การเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรมาสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ เป็นการชอบแล้วด้วยประการทั้งปวง เพราะได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวในระหว่างรัฐบาลกับประชาชนพลเมืองในระบอบใหม่นับแต่ต้นมาเป็นอย่างดี ซึ่งยากที่จะหาตัวอย่างในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศใดอื่นเทียบได้ ทั้งนี้ ย่อมเป็นนิมิตอันดีงามสำหรับอนาคตของชาติไทย

ไทยในสมัยสร้างชาติ

ที่ระลึกงานฉลองวันชาติ 2484

สังคมไทยดูจะมีความทรงจำที่รางเลือนเต็มที่เกี่ยวกับเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจางหายไปกับกาลเวลาที่เนิ่นนานมาถึง 80 ปี

อย่างน้อยคนรุ่นหลังดูจะลืมไปแล้วว่าประเทศไทยก็มี “วันชาติ” เหมือนกับหลายๆ ประเทศ และวันชาติของไทยในอดีตตรงกับวันที่ 24 มิถุนายน ของทุกปี

สังคมยุคหลัง 2475 ของการเมืองไทยนำมาซึ่งรูปแบบการปกครองที่แตกต่างออกไปจากเดิม ดังคำบรรยายที่ว่า “ประเทศชาติไทยตกอยู่ในสภาพอันแปลกใหม่โดยทุกอย่าง กล่าวคือ ระบอบการปกครองผิดแปลกกว่าระบอบเก่า และกิจการงานทุกสิ่งอย่างก็จำต้องปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามวิถีทางแห่งการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญ” (ไทยในสมัยสร้างชาติ, 2484)…

แน่นอนว่าในการจัดตั้งการปกครองใหม่อันเป็นผลของ “ระบอบรัฐธรรมนูญนิยม” ที่เกิดขึ้นหลัง 2475 จึงย่อมจะต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

ว่าที่จริงความพยายามในการจัดรูปแบบการปกครองใหม่ในสยามนั้น ได้เกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในปี 2475 คณะทหารชุดหนึ่งซึ่งนำโดยร้อยเอกขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) ในช่วง ร.ศ.130 ก็ได้พยายามกระทำการเช่นนี้มาแล้ว หากแต่พวกเขาล้มเหลวและนำไปสู่การถูกจับกุมแบบ “ยกคณะ” ในเดือนกุมภาพันธ์ 2454

ซึ่งก็ถือได้ว่าในปีนี้เป็นวาระครบรอบ 101 ปี ของความพยายามในการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งแรกของสยาม

แม้ความพยายามเช่นนี้จะล้มเหลว แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ทิ้งร่องรอยของความคิดใหม่ที่เชื่อว่า ระบอบการปกครองของสยามแบบเดิมนั้นไม่เอื้ออำนวยให้สยามเดินไปสู่อนาคตได้อย่างเข้มแข็ง
Read more…

24 มิถุนา เคยเป็นและเลิกเป็นวันชาติได้อย่างไร? – สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เวลาที่ได้ยินคนในแวดวงรัฐบาล(หรือที่เคยอยู่ในแวดวงรัฐบาลอย่างณรงค์ กิตติขจร) ออกมาคัดค้านการตั้งชื่อวันที่ 14 ตุลาคมว่า “วันประชาธิปไตย” โดยยกเหตุผลทำนองว่า เป็นการขัดกับความจริงที่ว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 นั้น ไม่ทราบว่าจะร้องไห้หรือหัวเราะดี

ก็ถ้าบรรดา ฯพณฯ เห็นความสำคัญของ 24 มิถุนายน ขนาดที่กลัวว่า 14 ตุลาคม จะมาแย่งความสำคัญไป ทำไมไม่ทำให้ 24 มิถุนายน เป็นวันสำคัญขึ้นมาเสียก่อนเล่า?

ความจริงคือ ทุกวันนี้ วันที่ 24 มิถุนายน ไม่ได้เป็นวันอะไรทั้งสิ้นในปฏิทินของทางราชการ และบรรดา ฯพณฯ ที่ยกเอา 24 มิถุนายน ขึ้นมาคัดค้าน 14 ตุลาคม ก็ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่มีทีท่าว่าจะเสนอให้เปลี่ยน 24 มิถุนายน เป็นวันสำคัญขึ้นมา

โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการเรียก 14 ตุลาคม ว่า “วันประชาธิปไตย” แต่ไม่ใช่เพราะ 24 มิถุนายน จึงควรเป็นวันประชาธิปไตย ผู้เขียนไม่คิดว่า 24 มิถุนายน ควรเป็นเช่นกัน เหตุการณ์ทั้งคู่ไม่ได้ทำให้เกิดประชาธิปไตย แต่ขอเสนอว่า 24 มิถุนายน มีความสำคัญในลักษณะที่สมควรเปลี่ยนกลับเป็นวันชาติ

เพราะ 24 มิถุนายน ทำให้เกิดระบอบรัฐแบบใหม่ ซึ่งใช้มาจนปัจจุบัน Read more…

ปัญหากฎหมายหมิ่น ฯ 112 – ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

บทความของ”ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ข้าราชการบำนาญ  แสดงทัศนะเรื่องปัญหา กม.หมิ่นฯ ม.112

จากการศึกษาและจากการสอน “วิชาประวัติศาสตร์การเมืองสยาม/ไทย” มาเป็นเวลานานปีผมได้พบว่าขณะนี้สังคมและประชาชนไทยของเราเผชิญต่อปัญหาที่ท้าทายอย่างยิ่ง คล้ายๆ กับที่ได้เผชิญมาแล้วเมื่อ พ.ศ.2475 (1932) คือเมื่อ 80 ปีที่แล้วในเรื่องของ “รัฐธรรมนูญ” ที่ถ้ามองจากเหรียญด้านหัวของ “คณะเจ้า” ก็กล่าวกันว่า “คณะราษฎร” ใจร้อน ชิงสุกก่อนห้าม แต่ถ้ามองจากเหรียญด้านก้อยของ “คณะราษฎร” ก็เชื่อกันว่าความล่าช้า อืดอาด ทำให้เกิด”ความจำเป็นทางประวัติศาสตร์” ที่จะต้องมี “การปฏิวัติประชาธิปไตย 24 มิถุนายน 2475” เพื่อเปลี่ยน “ระบอบราชาธิปไตย” ให้เป็น “ระบอบประชาธิปไตย”

ปัญหาที่สังคมและประชาชนไทย เผชิญอยู่ในสมัยรัชกาลปัจจุบัน ก็คือ เราจะสามารถปฏิรูป และแก้ไข “กฎหมายหมิ่นฯ มาตรา 112” ได้ช้า หรือได้เร็ว และจะทันท่วงทีกับสถานการณ์ของการเมืองภายในของเราเอง กับสถานการณ์ของการเมืองระหว่างประเทศหรือไม่ นี่คือปัญหาของ “เหรียญสองด้าน” ที่เราต้องชั่งน้ำหนัก ระหว่างด้านหัว กับด้านก้อย ระหว่าง “กลุ่มอำนาจเดิม-พลังเดิม” กับ “กลุ่มอำนาจใหม่-พลังใหม่”

2.จากการศึกษาของผม พบว่ามีข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับปัญหา กม.หมิ่นฯ ม.112 ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มใหม่ที่ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานรวบรวมและจัดพิมพ์ ในโอกาส 84 พรรษา ชื่อเรื่อง King Bhumibol Adulyadej: A Life′s Work หนา 383 หน้าราคา 1,235 บาท หรือ 40US$ มีนักเขียนที่มีชื่อเสียงด้านวิชาการ เช่น คริส เบเกอร์-พอพันธ์ อุยยานนท์-เดวิด สเตร็กฟุส ร่วมด้วยในหนังสือสือเล่มนี้บทที่ว่าด้วย “กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย…” หน้า 303-313 (The Law of Lese Majeste) มีข้อความถอดเป็นภาษาไทยได้ดังนี้

“จากปี พ.ศ.2536 (1993) ถึงปี พ.ศ.2547 (2004) เป็นเวลาถึง 11 ปี โดยเฉลี่ยแล้วจำนวนคดีหมิ่นใหม่ๆ ลดลงครึ่งหนึ่ง และก็ไม่มีคดีหมิ่นเลย ในปี 2545 (2002)…

อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาเร็วๆ นี้ จำนวนคดีหมิ่นที่ผ่านเข้ามาในระบบศาลของไทยนั้น เพิ่มขึ้นอย่างน่าสังเกตในปี พ.ศ.2552 (2009) มีคดีฟ้องร้องที่ส่งไปยังศาลชั้นต้น สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 165… Read more…

เหมือนอย่างไม่เคย – 2511/วิทยากร เชียงกูล

พวกเขามากันในรถสีแสดคันใหญ่ แบบที่ทองม้วนไม่เคยเห็นมาก่อน มาพร้อมกับเสียงเพลงสูงๆ ต่ำๆ ซึ่งกระแทกกระทั้นราวกับเกิดจากการกระดอนของรถบนเส้นทางที่ขรุขระ “พวกเรามาพัฒนาการทำงานส่วนรวมของชาติ” เขาร้องประโยคนั้นซ้ำกันไปซ้ำกันมาด้วยเสียงอันดัง ราวกับว่าจะเน้นให้โลกทั้งโลกได้รับรู้ ทองม้วนไม่เคยได้ยินท่วงทำนองของเพลงนี้มาก่อน แต่เธอก็รู้สึกเหมือนเป็นท่วงทำนองที่มักคุ้นและเกิดความดื่มด่ำโดยสัญชาตญาณว่าเพลงนี้น่าจะนำมาซึ่งความรื่นรมย์ และเป็นมิตรมากกว่าอะไรอื่น เมื่อรถจอดสนิทดีแล้ว พวกเขาค่อยทยอยกันลงมา ล้วนเป็นคนหนุ่มสาว แต่งตัวด้วยกางเกงคล้ายๆ กัน และบางคนก็สวมหมวก เวลามองไกลๆ ทองม้วนไม่แน่ใจว่าคนไหนเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่ เธอขยับเดินเข้าไปเมียงมองกึ่งหวาดๆ กึ่งอยากรู้ และได้เห็นพวกเขาทั้งหญิงและชายกำลังลงมาเดินยืดแข้งยืดขา พลางหันไปมองรอบๆ อย่างสนอกสนใจ ทองม้วนไม่เข้าใจเลยว่าเขามองดูอะไรกันนัก เพราะเมื่อเธอหันมองตาม ก็ไม่เห็นมีอะไรนอกจากทุ่งนาอันแห้งแล้ง หมู่บ้านเก่าๆ ของพวกบ้านเธอ วัดเล็กๆ โรงเรียนไม้กระดานที่มีแต่พื้นกับหลังคาที่เห็นจนชินตา เธอสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงหญิงสาวคนหนึ่งอุทานกับเพื่อนของเธอว่า “แหม อากาศที่นี่ดีจริงนะ” เป็นประโยคที่นำความแปลกใจมาสู่เธอไม่น้อย เธอไม่เคยได้ยินใครเขาพูดกันด้วยประโยคอย่างนี้มาก่อนเลยในหมู่บ้านที่เธออาศัยเติบโตมาเป็นเวลา 12 -13 ปี

ผู้ใหญ่มีออกไปหาคนเหล่านั้น มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งท่าทางคงเป็นหัวหน้าตรงเข้ามาทักทายและเจรจากับผู้ใหญ่ ในสายตาของพวกเด็กขนาดเธอแต่ไรมา ผู้ใหญ่มีนั้นถือเสมือนเป็นคนที่น่านับถือที่สุดในหมู่บ้าน เพราะว่าหลวงท่านตั้งแกไว้เป็นหัวหน้า และทุกคนต้องเชื่อฟังแก แต่วันนี้ผู้ใหญ่มีไม่ได้มีลักษณะของหัวหน้าเลย แกเข้าไป แกเข้าไปพูดจากับเด็กหนุ่มเหล่านั้น ไม่ผิดอะไรกับที่แกเคยพูดกับเจ้านาย เขามากันทำไมพร้อมกันตั้ง 50 – 60 คน ถึงเธอจะเป็นเด็ก แต่เธอก็รู้ดีว่า เจ้านายเพียง 2 – 3 คนก็อาจจะทำให้หมู่บ้านโกลาหลได้แล้ว และนี่เขามากันตั้งโขยงหนึ่ง Read more…

“สถาบันกษัตริย์ต้องไม่ขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตย” – ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ขณะที่การเรียกร้องให้ยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กำลังอ่อนแรงเพราะขาดลมใต้ปีกหนุนช่วย มีเพียงนักวิชาการนักเคลื่อนไหวกลุ่มเล็กๆ ที่เคลื่อนอย่างอาจริงเอาจัง

พลันที่ อำพล ตั้งนพกุล หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ‘อากง’ เสียชีวิตลงภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก็เปรียบเหมือนไม่ขีดก้านเล็กๆ ที่ถูกจุดขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด

ทำให้สังคมไทยกลับมาพิจารณา 112 กัน ด้วยความซีเรียสอีกครั้ง ที่หนักหนากว่าเดิม เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่ากฎหมายมาตรานี้เป็นสาเหตุให้ชายชราวัย 61 ปี ที่สุขภาพไม่ดีนัก ต้องจบชีวิตลง เพราะการคุมขังที่ยาวนาน โดยที่ไม่ได้รับการประกันตัว ทำให้ไม่ได้รับการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐานเพียงพอ

พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายของนายอำพล กล่าวว่า “นายอำพลขอปล่อยตัวมา 8 ครั้ง แต่ศาลยกคำร้องทุกครั้ง ซึ่งหากนายอำพลได้รับสิทธิประกันตัวตั้งแต่ต้น และได้หาหมอทุก 3-6 เดือนอย่างที่ควรจะเป็น เขาจะไม่เสียชีวิต”

(ทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ได้ชี้แจงกรณีดังกล่าวนี้ คดีนี้ศาลอาญามีคำพิพากษาไปแล้วและระหว่างการพิจารณาชั้นอุทธรณ์ จำเลยยื่นขอประกันตัวต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัววันที่ 15 มีนาคม 2555 ซึ่งจำเลยคงคิดว่าคงไม่ได้มีโอกาสได้ประกันตัวอีก จำเลยจึงได้ขอถอนอุทธรณ์ไปเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2555 เพื่อจะใช้สิทธิยื่นถวายฎีกา เพราะการถวายฎีกาจะยื่นได้ต่อเมื่อคดีต้องถึงที่สุด ซึ่งศาลอาญาได้ออกหมายคดีถึงที่สุดให้เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 และเมื่อคดีถึงที่สุดก็ไม่อาจยื่นประกันตัวอีกได้ เนื่องจากคดีไม่ค้างการพิจารณาอยู่ในศาลยุติธรรม)

บังเอิญว่าวันเดียวกับที่อากงจากไป ผมมีโอกาสได้สนทนากับนักวิชาการประวัติศาสตร์อาวุโส เป็นหัวหอกของขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ปฏิรูป ม.112 ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้วิเคราะห์มาตรา 112 ที่เชื่อมโยงกับทิศทางสถาบันกษัตริย์อย่างลึกซึ้งและผมจะขอยกบางช่วงของการสนทนามาเล่าต่อในพื้นที่ตรงนี้

ผมถาม ดร.ชาญวิทย์ว่า วันนี้สถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองไทย ปรับดุลกันได้ลงตัวแล้วหรือยัง ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอีกหรือไม่?

“ยังไม่ลงตัวนะครับ พูดตรงๆ คือทำไมจึงมีกรณีมาตรา 112 เกิดขึ้น ตรงนี้เป็นจุดสำคัญมาก เป็นจุดที่ท้าทายว่าสถาบันกษัตริย์จะมีการปรับตัว ปฏิรูปให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้หรือไม่ ถ้ามองย้อนกลับไป 80 ปีที่แล้ว บอกว่าคณะราษฎรใจร้อนก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถ้าคิดแบบนี้ก็ต้องมองอีกด้านหนึ่ง คณะเจ้าใจเย็นเกินไป ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โลกในปี 2470 ซึ่งกระแสประชาธิปไตยแพร่หลายไปทั่วโลกได้

“…ถ้าสถาบันกษัตริย์ในช่วง ร.6 คาบเกี่ยวถึง ร.7 ปรับตัวตามทิศทางของโลก 24 มิถุนายน 2475 อาจจะไม่มี แต่อาจจะมีลักษณะของญี่ปุ่น คือพระเจ้าจักรพรรดิพระราชทานรัฐธรรมนูญไม่ต้องถูกยึดอำนาจ เหมือนสถานการณ์ปัจจุบันการที่สถาบันพระมหากษัตริย์มีความสำคัญอย่างยิ่งเป็นศูนย์กลางของสังคมไทยในปัจจุบัน แต่ว่ากำลังอยู่ในช่วงของการที่มีข้อถกเถียงมากๆ ในเรื่องมาตรา 112 จะสามารถปฏิรูปหรือปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ได้หรือไม่ นี่เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบอย่างยิ่ง”

อาจารย์สรุปว่า ตอนนี้สถาบันกษัตริย์ต้องตัดสินใจแล้วว่าจะปรับตัวหรือไม่?

“ผมพูดแบบไม่อ้อมค้อม ถ้าเรารักษาประชาธิปไตย ถ้าจะรักษาสถาบันกษัตริย์ เราต้องปฏิรูปกฎหมายมาตรา 112 เราต้องดูตัวอย่างประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์และเป็นประชาธิปไตย เราต้องดูประเทศที่ศิวิไลซ์ ไม่ดูประเทศที่ล้าหลัง ซึ่งมาตรฐานของโลกในแบบประชาธิปไตยคืออังกฤษ และญี่ปุ่น หรือประเทศยุโรปตะวันตกที่รักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้ได้ ให้สถาบันกษัตริย์กับประชาชนอยู่คู่กันไป ไม่ใช่ให้สถาบันกษัตริย์ขัดแย้งกับประชาธิปไตย สังคมไทยถึงจุดที่ท้าทายอย่างมากๆ เราต้องไม่ฝืนกระแสโลก ยิ่งวันนี้การสื่อสารเร็วขึ้น มีโซเชียลเน็ตเวิร์ค มีเฟซบุ๊ค มียูทูป ถ้าไม่ดูปัจจัยภายนอกเลยมีสิทธิ์พัง”

แต่ก็มีคนบอกว่าสังคมไทยไม่ควรไปเปรียบเทียบกับสังคมประเทศอื่น?

“สังคมไทยมีลักษณะพิเศษก็จริง แต่เราก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ ถ้าเราดูในโลกนี้ องค์การสหประชาชาติมีสมาชิกเกือบ 200 ประเทศ ถามว่าประเทศส่วนใหญ่เป็นระบอบกษัตริย์หรือประธานาธิบดี คำตอบคือประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นประธานาธิบดี เกือบ 20 เปอร์เซ็นต์เป็นระบอบกษัตริย์ที่มีรัฐธรรมนูญ เราต้องดูโลกใบใหญ่ให้เห็นว่าโลกใบนี้เป็นอย่างไร เราฝืนกระแสโลกไม่ได้ ถ้าเราทำให้สถาบันกษัตริย์กับสถาบันประชาธิปไตยขัดแย้งกัน สังคมไทยจะมีปัญหาแน่ๆ แต่ถ้าเราทำให้สองสถาบันนี้ควบคู่กันไปได้ สังคมนี้จะมีความหวัง ไม่เกิดความขัดแย้งรุนแรงเหมือนที่เคยฆ่าฟันกันมาหลายต่อหลายยก”

การปฏิรูป ม.112 ของอาจารย์คือระดับไหนครับ ยกเลิกหรือแก้ไขบทลงโทษ หรือปรับวิธีการบังคับใช้?

“ก็ต้องปฏิรูปออกมาสักทาง ต้องเข้าใจว่ามาตรา 112 มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ แต่ก่อนโทษมันไม่หนักขนาดนี้ แต่มันมาเพิ่มโทษให้หนักขึ้นในช่วงที่มีการปกครองด้วยอำนาจเผด็จการทหารและพลเรือนตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ธานินทร์ กรัยวิเชียร มันต้องปลดล็อค ถ้าปลดไม่ได้ มันจะยิ่งไปกันใหญ่ อยากให้สังคมฟังนักวิชาการที่มีหลักมีฐานไม่ประจบสอพลออย่าง ดร.นิธี เอียวศรีวงศ์ ดร.ผาสุก พงศ์ไพจิตร ดร.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ต่างก็มองเห็นเหมือนกับผม แต่นักวิชาการไม่น้อยที่เป็นไปตามกระแส พวกที่เราเรียกว่าเนติบริกร รัฐศาสตร์บริการ มันก็มี แต่เราต้องมองหลักคิด ของนักวิชาการที่เป็นอิสระ ไม่แสวงหาลาภยศสรรเสริญเป็นหลัก ไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่ฟังแต่พวกนักวิชาการที่พร้อมจะไปรับใช้การเมือง”

ถ้า ม.112 ไม่ได้รับการปฏิรูป จะเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย?

“น่าห่วงมาก แต่ต้องยอมรับว่าการแก้กฎหมายนี้จะเกิดขึ้นยาก เพราะแรงต้านทานมีสูง คนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในสังคมชั้นสูง ผมได้พบปะเป็นการส่วนตัว บอกกับผมว่าเห็นด้วยกับผม แต่พอที่แจ้งจะไม่ออกมาพูด ผมจึงห่วงว่าถ้าเป็นกันแบบนี้โอกาสที่สังคมนี้จะแตกหักนองเลือดกันเหมือนพฤษภาคม 2553 หรือพฤษภาคม 2535 ถ้ามองตามหลักวิชาประวัติศาสตร์ที่ผมเรียนมา มันก็มีโอกาส วันนี้สังคมไทยต้องช่วยกันปลดเงื่อนไขการนองเลือด ต้องการคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมสูงมากในการทำภารกิจนี้ และการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ก็ใช้คนไม่มาก ใช้คนจำนวนหนึ่งที่เป็นตัวนำ แต่ต้องได้รับแรงสนับสนุนจากสังคมพอสมควร”

คัดลอกจาก-คอลัมน์ “เบื้องหลังคน – เบื้องหลังข่าว” เสถียร วิริยะพรรณพงศา

เนชั่นสุดสัปดาห์ ศุกร์ 11 – พฤหัสบดี 17 พฤษภาคม 2555

https://docs.google.com/file/d/0B8TGG4oXxT1pbWNFUE5MVUdnU1E/edit?pli=1

นิยายของชาวมหาวิทยาลัย – สิงหาคม 2511/วิทยากร เชียงกูล

ฉันชอบนั่งอยู่แถวหลังสุดของห้องฟังคำบรรยาย เพราะมันมักจะเป็นที่ที่ไม่มีใครต้องการ คนอื่นๆ จะเลือกอาที่หน้าๆ เพราะเชื่อว่าจะทำให้เขาฟังคำบรรยายได้ดีขึ้นเพื่อที่จะสอบได้คะแนนสูงๆ และเพื่อจะได้จบออกไปหาเงินได้แพงๆ ฉันชอบนั่งข้างหลัง ไม่ใช่เพราะฉันมองไม่เห็นความจริงในข้อนั้น แต่ฉันคร้านที่จะต้องคอยไปแย่งที่นั่งกับใคร ฉันมาที่นี่เพราะฉันกระหายใครรู้ ฉันไม่ได้ตั้งใจมาทำมาหากิน

ผู้บรรยายกำลังบอกจดคำบรรยาย เขาไม่เคยเกิดมาเพื่อทำหน้าที่อย่างอื่น

“อาดัม สมิธมองเห็นความประสานกลมกลืนของโลก เขาจึงเชื่อในข้อที่ว่า กลไกต่างๆ ของธรรมชาติจะนำไปสู่ความเจริญงอกงาม แต่มาร์กซ์มองไม่เห็น”

แน่ละ มาร์กซ์มองไม่เห็น เขาจะเห็นได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งที่เขาเห็นได้ชัดแจ้งกว่านั้นก็คือ สังคมที่กดขี่คนงานอย่างหนัก ลองให้เขาเกิดมาในตระกูลขุนนางและใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายสิ เขาก็จะเห็นอย่างที่อาดัม สมิธเห็น เขาจะไม่มีเวลาว่างพอสำหรับการเขียน “ทุน” หรือ แถลงการณ์ฉบับที่พวกนายทุนโฆษณาสาปแช่งกันอยู่ทุกวันนี้ด้วยซ้ำ

เสียงเพลงแห่งมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ดังขึ้นอีกแล้ว เพลงที่ไปเที่ยวลอกทำนองของฝรั่งเขามา แล้วใส่เนื้อร้องโอ้อวดความสามารถเก่งกล้าของตัวเข้าไว้ ฉันเลยไม่ได้ยินว่าผู้บรรยายกำลังพูดไปถึงไหน ฉันเห็นเขาทำท่าชะงักและขมวดคิ้วนิดหนึ่งตอนที่เสียงเพลงดังขึ้น แต่แล้วเขาก็พูดต่อไป เขาไม่เคยเกิดมาเพื่อทำหน้าที่อย่างอื่น ฉันชักเริ่มรำคาญ ฉันไม่รู้ว่าฉันรำคาญเสียงเพลงหรือเสียงที่ได้ยินเป็นช่วงๆ ของผู้บรรยายมากกว่ากัน เสียงเพลงทำให้ฉันนึกถึงตอนเข้ามาที่นี่ใหม่ๆ ครั้งนั้นไม่รู้ว่าอะไรทำให้ฉันเคลิบเคลิ้มไปว่า เพลงเหล่านั้นช่างเร้าใจได้วิเศษจริงๆ มันทำให้เลือดฉีดซ่าน เกิดความภาคภูมิและนึกรักสถาบันขึ้นมาอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง พวกที่ร้องตะโกนอยู่ขณะนี้ก็คงจะรู้สึกเหมือนที่ฉันเคยรู้สึก ไม่มีใครหรอกที่จะสงสัยความเชื่อที่ว่า การร้องเพลงประจำคณะหรือมหาวิทยาลัยได้นั้น คือสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับชีวิต

เสียงหวีดร้องของพวกผู้หญิง เสียงตะโกนเลียนเสียงระเบิดของผู้ชาย ตามด้วยภาษาคนป่าอีกสองวรรค แล้วก็ภาษาต่างด้าวยุโรป แปลออกมาจากน้ำเสียงที่โอหังพอได้ความว่า “นี่คือใคร ข้าจะบอกให้ก็ได้ (แล้วก็ลงชื่อสถาบัน)” ลงท้ายก็เสียงปรบมือให้แก่ตัวเอง ที่เก่งกล้าสามารถพอที่จะตะโกนอะไรบ้าๆ ทำน้องนี้ได้ และดัง

ฉันนึกแปลกใจอยู่เหมือนกันว่า ทำไมถึงไม่เคยมีใครนึกถึงเพลงเชียร์ในแง่นี้มาก่อนเสียเลย ฉันเองก็หลงยกย่องท่วงทำนองเปล่งเสียงอันเร้าใจ และเคยแหกปากร้องตะโกนกับเขามานานทีเดียว ฉันลองนึกถึงสัญลักษณ์ของสถาบันคู่แข่งอีกแห่งหนึ่ง ฉันก็อดคิดอะไรที่มันเหลือเชื่อทำนองเดียวกันไม่ได้ อย่างเช่น เสียงร้องตะโกนโหวกเหวกไม่เป็นภาษาคน ตามมาด้วยภาษาต่างด้าวยุโรปอีก 2-3 วรรค สำเนียงที่กระโชกกระชากแบบนั้นจะไม่มีทางชวนให้แปลเป็นอย่างอื่นนอกจาก “ข้าคือใคร (ออกชื่อสถาบัน) แกไม่เห็นหรือวะ” แล้วก็ลากเสียงยาวๆ แสดงความพอใจในการเปล่งประกาศศักดาของตัว

“อาดัม สมิธเชื่อว่า มือที่มองไม่เห็นจะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้ ไม่ว่าคนเราจะมีธรรมชาติที่เห็นแก่ตัวสักเพียงใดก็ตาม” เสียงผู้บรรยายแว่วมา

‘มือที่มองไม่เห็น’ ไม่เลวเลยคำคำนี้ ถ้าอาดัม สมิธไม่ได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ฉันก็หวังว่าเขาคงจะเป็นกวี เขาสรรคำได้สวยมากจริงๆ ผิดกับคำว่า ‘มือที่สาม’ เยอะ ฉันฟังทีไรก็ให้รู้สึกเลี่ยนขึ้นมาที่นั่น

มือที่สามมาจากไหนนะ อ๋อ มันมักจะมายุ่งอยู่ด้วยเสมอ เวลามีใครทำอะไรที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับ ‘ท่าน’ แล้วมันเป็นมือของใครเล่า ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เห็นก็จะมาจากท่านอีกนั่นแหละ ไม่รู้ว่ามือใครต่อมือใคร ถ้ารู้มันก็ไม่ใช่มือที่สามสิ เคราะห์ดีที่การเดินขบวนของนักศึกษาคราวที่แล้ว มือที่สามไม่รู้ไปมัวนอนหลับเสียที่ไหน ไม่งั้นประเทศเชยๆ ที่รักของเราก็คงมีอะไรได้หัวเราะเยาะกันมากกว่านี้

‘เดินขบวน*’ ฉันไม่อยากคิดถึงมันเลย ก่อนนี้ฉันยังเคยคิดแต่ว่า นักศึกษาบ้านเราช่างว่านอนสอนง่ายราวกับเด็กนักเรียนประถมอย่างไรก็อย่างนั้น แต่พอเขาเกิดนึกบ้าระห่ำพอที่จะเดินกันบ้าง ฉันก็ยังรู้สึกขัดเขินที่จะเอาไปเปรียบเทียบกับนักศึกษาต่างประเทศเขา ขณะที่นักศึกษาทั่วโลกเดินขบวนเพื่อต่อต้านสงคราม เพื่อต่อต้านความอยุติธรรมต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องของอุดมการณ์ เรื่องของประโยชน์ส่วนรวม นักศึกษาที่นี่เดินขบวนเพียงเพื่อประท้วงกฎเกณฑ์บางข้อ ซึ่งจะมาทำลายความภาคภูมิใจและขัดต่อผลประโยชน์ของพวกเขาแค่นั้นเอง ฉันออกจะรู้สึกเฝื่อนๆ ที่พวกเขาพากันภาคภูมิต่อชัยชนะกันมากนัก พวกเขาคงจะพอใจจนไม่รู้จักจะเดินขบวนเพื่ออะไรที่ใหญ่กว่านั้นไปอีกหลายปีทีเดียว

ฉันเริ่มรู้สึกเบื่อขึ้นมาอีกแล้ว ฉันมองดูรอบห้อง มีแต่ข้างฝาทั้งนั้น ทึบไปหมด จนดูไม่ผิดอะไรกับที่คุมขัง พวกเราถูกจับยัดให้มารวมกันที่นี่เพื่อจะเรียนรู้ แต่ภายใต้เสื้อผ้าเหมือนๆ กัน เข็มขัด รองเท้า ถุงเท้า ผ้าผูกคอเหมือนๆ กัน ภายในห้อบงที่อุดอู้ มองออกนอกหน้าต่างไปก็แทบไม่เห็นฟ้าเห็นต้นไม้ แล้วคนเราเรียนรู้อะไรกัน

แล้วก็คนที่พูดเป็นบ้าเป็นหลังอยู่หน้าห้องนั้นเล่าเป็นใครมาจากไหนกัน เขาเอาเศษผ้ามัดคอไว้อย่างดิบดี แล้วก็ยังสวมเสื้อสักหลาดอย่างดีทับไว้อีกในยามที่อากาศร้อนแทบดับจิต ขณะที่เด็ก 7 ขวบผู้มีสติดีทุกคนคงไม่มีใครทำเช่นนั้น เขาพูดได้แย่กว่าหนังสือเสียด้วยซ้ำ แล้วเขาพูดกับใครกัน เขาไม่ได้พูดกับใครเลย เขาพูดไปตามที่ถูกจ้างถูกฝึกอบรมมาให้พูดเท่านั้น ใจของเขาอยู่ที่ตัวเองมากกว่าจะไปตกที่คนฟัง เขาไม่ได้แสดงอาการเอาใจใส่ในตัวผู้ฟังเลยด้วยซ้ำไป พวกเราที่นั่งอยู่ไม่ได้เป็นบุคคล เราเป็นเพียงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ถ้าเขาจะนึกถึงเราบ้าง เขาก็ไม่ได้นึกถึงเราในฐานะที่เราเป็นคนแต่ละคน แต่เขาจะนึกถึงทีเดียวทั้งสามร้อยคน เพราะเราไม่ได้เป็นคน เราเป็นกลุ่มคน แม้กระนั้นเราก็เป็นปัญญาชน มักจะมีไม่ใครก็ใครเสมอที่จะเรียกเราอย่างนั้น และบางทีเราก็เรียกตัวเองเสียมาก

ฉันเห็นจะต้องออกไปข้างนอกเสียแล้ว ฉันรู้สึกว่าคำบรรยายออกจะน้ำท่วมทุ่งและตื้นเกินไป บรรยากาศในห้องก็อุดอู้ขึ้นทุกทีจนฉันอึดอัดเหมือนหายใจไม่ค่อยสะดวก พวกที่นั่งอยู่แถวหลังๆ ก็เริ่มจะคุยกัน เพราะเขาไม่ค่อยได้ยินคำบรรยายถนัด ฉันเลยได้ยินแต่เสียงหึ่งๆ เต็มไปหมดทั้งห้อง ดูคนในโลกเขาช่างมีเรื่องราวคุยกันมากมายเสียจริง เขาคงจะอึดอัดใจไปตามๆ กันหากว่าวันหนึ่งมนุษย์เกิดพูดไม่ได้ขึ้นมา ฉันลุกขึ้นเดินมาทางหน้าห้อง นั่นก็เพราะเขาเหลือประตูออกไว้ให้ประตูเดียว (ประตูหลังเขาเอาไม้มาตีปิดตายเสีย เพราะเขาไม่ต้องการให้ใครหลบออกไป ไม่ว่าผู้บรรยายคนไหนจะบรรยายได้เลวเพียงใด) ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำเด่น ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำผิดคิดร้ายอะไร แต่แม้กระนั้นพวกเขาก็มองฉันเป็นตาเดียว ขณะที่ฉันเดินไป ฉันเห็นแต่ดวงตาสลอนไปหมด ดวงตาซึ่งอยากรู้อยากเห็นและดวงตาที่โง่เขลา แต่ฉันก็เดินออกไป ฉันหยุดไม่ได้แล้ว ทุกคนกำลังมองดูอยู่ ผู้ชายคนที่ทำงานตามหน้าที่ของเขาอยู่ตรงหน้าห้องหยุดพูดเขาอุตส่าห์รู้เหมือนกันว่ากำลังมีอะไรที่ผิดปกติเกิดขึ้น เขาถามฉันว่าจะไปไหน และฉันก็ตอบเขาไปว่า จะออกไปเดินเล่นสักครู่ เขาทำหน้าประหลาดใจมาก ราวกับว่าไม่เชื่อหูตนเองหรือไม่เข้าใจว่าการเดินเล่นคืออะไร มีความหมายต่อชีวิตมนุษย์แค่ไหน คนอย่างเขาไม่มีวันเข้าใจอะไรเลยที่อยู่นอกกฎเกณฑ์หรือแบบแผน โลกของเขาเป็นเพียงโลกแคบๆ มีระบบตื้นๆ เพียงอันเดียวที่ครอบคลุมเขาไว้ทั้งร่างกายและวิญญาณ

ฉันไม่รอให้เขาตั้งคำถามข้อที่สอง ฉันรู้ดีว่ามันไม่มีวันเป็นอย่างอื่นนอกจากคำถามโง่ๆ เช่นเคย ฉันโค้งให้เขาหน่อยหนึ่ง ฉันไม่ค่อยจะรู้เหมือนกันว่าทำไมถึงต้องโค้ง ใจจริงฉันเองคงไม่ได้ถึงกับคารวะเขาเท่าไรนัก ฉันอาจจะทำไปตามแบบแผน หรืออาจจะเป็นว่าเพราะฉันเพียงแต่ต้องการให้เขารับรู้ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันก็กำลังเดินออกไปแล้วเท่านั้น ฉันไม่ได้ตั้งใจก้าวร้าวอะไรเลย

ขอบคุณที่ท้องฟ้ายังมีเหลืออยู่ในโลก และเจ้าพระยายังคงไหลอยู่เหมือนเดิม ฉันรู้สึกเหมือนมีตัวตนขึ้นอีกครั้ง ไม่ใช่สิ่งของที่เขาจับยัดไว้ในห้องแคบๆ นั่น ฉันเดินมานั่งดูสายน้ำที่ไหลไปอย่างเรื่อยเฉื่อยไม่เร่งร้อนพร้อมกับพิศวงว่า แต่ละหยดของมันจะไปถึงไหนกัน มันจะมีวันได้กลับมาที่เดิมอีกไหมหนอนี่

บ่ายมากแล้ว ฉันเห็นจะต้องกลับไปทำงานต่อเสียทีมีหนังสือที่ต้องอ่านอีกหลายเล่ม และอะไรที่ฉันอยากรู้ก็อยู่ในนั้น หลายครั้งแล้วที่ฉันอยากเดินออกจากกำแพงนี้โดยไม่กลับมาอีกเลย แต่หนังสือพวกนั้นก็หยุดฉันไว้ มันเตือนฉันอยู่เสมอว่าอย่าเพิ่งรีบออกไปตัวเปล่าๆ หลังจากที่ได้มีโอกาสเข้ามาถึงที่นี่แล้ว มันอาจจะมีอะไรหลายอย่างที่ไม่เหมาะกับฉัน แต่ก็ยังมีอะไรบางอย่างซึ่งฉันอาจไขว่คว้าไปได้บ้าง เหตุใดต้องปฏิเสธอะไรต่ออะไรไปหมดทุกสิ่ง เพียงเพราะไม่สมใจในบางอย่างเท่านั้น ฉันรู้ว่ากำแพงอยู่ที่นั่น มันรายล้อมไว้ทั้งสี่ด้าน ทั้งสูงใหญ่และน่าเกลียด แต่ฉันก็จะทำเป็นมองไม่เห็นมัน อย่างน้อยก็ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ฉันเชื่อแน่ว่าสักวันฉันคงมีโอกาสได้ออกไปอย่างมีอะไรติดตัวไปพอสมควร และเข้มแข็งพอที่จะเดินไปในทิศทางที่ตนต้องการได้ โดยไม่อ่อนข้อล้มลงมาง่ายดายจนเกินไป

“อาดัม สมิธมองเห็นความประสานกลมกลืนของโลก เขาจึงเชื่อในข้อที่ว่ากลไกต่างๆ ของธรรมชาติจะนำไปสู่ความเจริญงอกงาม แต่มาร์กซ์มองไม่เห็น”

*หมายถึงการเดินขบวนไม่ให้ผู้จบปริญญาจากที่อื่นมาสมัครเรียนต่อปริญญาตรีที่ธรรมศาสตร์ได้โดยไม่ต้องสอบแข่งขันกับผู้จบ ม.ศ.5 เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นปีที่นักศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่มีความตื่นตัวทางการเมืองมากนัก

คัดลอกจาก – ฉันจึงมาหาความหมาย หน่ออ่อนแห่งวิญญาณ ‘ขบถ’ ของคนรุ่นใหม่! วิทยากร เชียงกูล ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 16

ไฉนเลยจะรู้ได้ – มิถุนายน 2511/วิทยากร เชียงกูล

ข้างล่างนั้นคือผู้คน  และภายในผู้คนเหล่านั้นคือชีวิต ภาพภายนอกของชีวิตที่เห็นๆ กันอยู่ คือคนหนุ่มสาวผผู้กำลังแสวงหาอะไรบางอย่าง และข้างบนนี้คือห้องสมุด มีทั้งคน ชีวิต บางสิ่งบางอย่างที่ควรแสวงหาอยู่รวมกัน

และห้องสมุดก็มีทั้งหนังสือและม้านั่ง

หนังสือมีไว้อ่านและม้ามีไว้นั่ง

หนังสือบางเล่มมีค่ายิ่งกว่าไว้เพียงแค่อ่าน แต่ม้านั่งทุกตัวคงมีค่าไว้เพียงแค่นั่ง หรือนอน หรือยืนเท่านั้น

ห้องสมุดมีไว้สำหรับรักษาหนังสือ แต่ถ้าพูดกันถึงความเป็นจริงแล้ว หนังสือต่างหากที่เป็นผู้รักษาความเป็นห้องสมุดไว้

บรรณารักษ์คือผู้ดูแลหนังสือ แต่หนังสือก็คือผู้ดูแลบรรณารักษ์ด้วย มันให้ที่พัก ให้อาหาร ให้เครื่องนุ่งห่มแก่พวกเขาเหล่านั้น

ฉันเป็นสมาชิกในสังคมแคบๆ แห่งนี้มาสามปีแล้ว ฉันนั่งอยู่ที่นี่ตลอดมาโดยไม่เคยลุกไปไหน ร่างกายของฉันเท่านั้นที่ลุกไปโน่นไปนี่ แต่ดวงวิญญาณฉันไม่เคยจากไปไหน หนังสือเหล่านั้นอยู่ที่นี่มากว่าสามสิบปีแล้ว มันไม่เคยไปไหนเหมือนกัน มีคนพาร่างกายของมันไปที่นี่ที่โน่นชั่วครั้งชั่วคราว แต่วิญญาณของมันไม่เคยไปไหน คนบางคนก็ถึงกับมาขโมยมันไป เพราะเขาคิดว่าเขาคนเดียวเท่านั้นที่มีค่าพอจะได้ครอบครองมันหรือไม่ก็เพราะว่าเขาไม่มีเงินชำระค่าเล่าเรียน แต่วิญญาณของมันก็ไม่อาจถูกขโมยได้

เบคอนพูดผิดที่ว่า การอ่านหนังสือทำให้คนเป็นคนโดยสมบูรณ์ หรือไม่เขาก็พูดเบาเกินไป เขาควรจะพูดว่าการอ่านหนังสือนั้นจะทำให้คนเป็นคนยิ่งกว่าคน และมันอาจจะทำให้เขาเป็นเทวดา เป็นพระเจ้าได้ด้วยซ้ำไป เบคอนอาจจะรู้ข้อนี้ แต่เขาอาจไม่กล้าพูด เขาต้องรูว่าถ้าเขาพูดออกมาเช่นนั้นก็จะไม่มีใครเข้าใจเขา โลกได้ให้บทเรียนซึ่งไม่มีใครได้เรียนรู้ อัจฉะริยะต้องตายไปเสียก่อนจึงจะเป็นที่รู้จักและเข้าใจ

ฉันรู้ ฉันเข้าใจ ฉันเคยอ่านหนังสือ และฉันเคยยิ่งกว่าอ่านหนังสือ ฉันเป็นเทวดา ฉันเคยเป็นพระเจ้า โฟลแบรต์ก็อาจจะรู้อีกคนหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ได้พูดทำนองนี้ เขาพูดเพียงแต่ว่า “ถ้าท่านอยากเป็นพระเจ้าท่านจงเป็นกวี” เขาต้องคิดว่าประโยคนี้คนคงเข้าใจและเชื่อได้ดีกว่าประโยคที่ว่า “ถ้าท่านอ่านหนังสือถึงขนาดหนึ่ง ท่านก็อาจเป็นพรเจ้าได้” ฉันรู้ดีว่ากวีนั้นเป็นได้ยาก เพราะคนจะต้องการและเรียกร้องผลงานของท่านเพื่อเป็นข้อพิสูจน์ แต่พระเจ้านั้นเป็นได้ง่ายกว่า พระเจ้าไม่จำเป็นต้องให้ข้อพิสูจน์และท่านอาจเลือกเป็นพระเจ้าองค์ที่ไม่มีใครรู้จักเลยก็ได้

ฉันนั่งอยู่ที่นี่สามปีแล้ว ฉันไม่เคยลุกไปไหน ฉันนั่งอ่านหนังสือ บางครั้งฉันก็ให้หนังสืออ่านฉัน มีคนเดินผ่านไปมาทั้งวัน พวกเขามาหาหนังสืออ่าน บางครั้งฉันก็อ่านพวกเขา

คนที่รู้จักฉันอาจจะทักฉัน บางคนก็เลยไป เขาไม่อยากรบกวนสมาธิฉัน บางคนเลยไปก็เพราะยังนึกไม่ออกว่าจะทักฉันทำไม บางคนเลยไปเพราะไม่คิดว่าทักฉันแล้วจะได้อะไรขึ้นมา เดี๋ยวนี้เวลาเป็นของมีค่าขึ้นกว่าเก่า และคนยุคหินใหม่กว่านี้ ก็รู้จักที่จะตีคุณค่าอะไรออกมา โดยใช้ประโยชน์เป็นหน่วยวัดแต่เพียงอย่างเดียว มนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์การเมืองและสังคมเท่านั้น เขายังเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกด้วย

แต่วันนี้มีคนมาทักฉัน เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง ปกติฉันไม่ค่อยคุ้นเคยกับพวกผู้หญิง เหมือนที่ฉันคุ้นเคยกับหนังสือ เพราะพวกผู้หญิงมักอ่านได้ยากกว่า แต่กับเพื่อนคนนี้ฉันคุ้นกับเขาพอสมควร เพราะเขาเป็นคนที่จริงใจและเปิดเผย ฉันรู้สึกว่าสามารถพูดคุยอะไรกับเขาได้อย่างสะดวกใจ มากกว่าผู้หญิงที่พยายามจะรักษาความเป็นผู้หญิงในทัศนะเก่าไว้มากเกินไป

ฉันถามไถ่เขาถึงคู่รัก เพราะฉันได้เรียนรู้มานานแล้วว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการที่จะถามคู่สนทนาถึงสิ่งที่เขารักมากที่สุด เขาตอบว่า เขาไม่ต้องการคู่รักเวลานี้ แต่ต้องการหนังสืออ่าน เขาอธิบายให้ฟังว่า เวลามีอะไรบางอย่างอยู่ในใจซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ เขาจะหันเข้าหาหนังสือ เพราะมันจะช่วยให้คนเราลืมอะไรบางอย่างซึ่งสับสน ซึ่งว้าวุ่น หรือแม้แต่ขมขื่นไปเสียได้ เขาหวังว่าฉันก็คงจะเคยรู้สึกเช่นนั้น ฉันยิ้มและบอกเขาว่า ฉันไม่ค่อยเป็นเหมือนอย่างนั้นนัก เขาทำหน้าประหลาดใจแล้วถามว่า ถ้าเช่นนั้นฉันมาจมอยู่กับกองหนังสือด้วยเหตุใด

ฉันตอบว่า ฉันอ่านหนังสือ เมื่อเวลาที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีกว่านี้อีกแล้ว และฉันก็มักไม่รู้จะทำอะไรดีอยู่เสมอๆ  ฉันจึงต้องอ่านหนังสือ เขาถามฉันว่า ถ้าเช่นนั้นเวลาที่ฉันอยู่ในสภาพอย่างเขาฉันจะทำอะไร ฉันตอบว่า ฉันจะอยู่คนเดียวเงียบๆ  และเปิดเพลงฟัง จะเลือกเอางานที่ยิ่งใหญ่ประเภทซิมโฟนีเลยทีเดียว และจะเปิดมันให้ดังเข้าไว้ เสียงดนตรีเหล่านั้นจะทำให้ได้สำนึกว่า ในโลกอันคับแคบนี้ ยังมีอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวของเราอีกมากนัก และดังนั้นดวงใจของฉันก็จะคลายความโศกเศร้าลงได้บ้าง

เขาพยักหน้าเหมือนเข้าใจและถามฉันว่า จะคุยกับเขาสักครู่ได้ไหม เขารับตรงๆ ว่าหนังสือก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน และสิ่งที่เขาต้องการมากกว่าเวลานี้ก็คือใครสักคนที่จะมาระบายความนึกคิดสู่กันฟัง

ฉันเลยบอกกับเขาว่าดนตรีบางครั้งก็ช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน และถ้าจะมีอะไรที่ฉันอยากทำมากที่สุดในโลก สิ่งนั้นก็คือการได้ช่วยผ่อนคลายความเศร้าโศกให้แก่ดวงใจของมนุษย์ได้นั่นเอง ฉันไม่ได้บอกเขาด้วยหรอกว่า นี่คือเหตุผลอันหนึ่ง ที่เคยทำให้ฉันมุ่งมาดปรารถนาที่จะเป็นกวีผู้ขับกล่อมโลก ฉันรู้ดีว่าตอนนี้เขาไม่ได้พะวงถึงเรื่องอะไรมากไปกว่าเรื่องของตัวเองเท่านั้น เขาไม่สนใจหรอกว่าฉันจะไปเป็นกวีหรือขอทานที่ไหน

เขาเล่าให้ฉันฟังถึงคู่รักของเขาซึ่งได้รู้จักชอบพอกันมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยม เขาไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงได้รักกัน เขาได้แต่รู้ และหวังว่าฉันก็คงจะรู้ว่าความรักนั้นไม่ต้องการเหตุผลมากนัก เขารักกันมาตั้งแต่นั้นจนบัดนี้ เพราะเขาอยู่ในโลกเดียวกันและพูดภาษาเดียวกันมาโดยตลอด มีความคิดคล้ายกัน มีความฝันคล้ายๆ กัน และไม่เคยปล่อยให้อารมณ์มีอำนาจเหนือเหตุผล แน่ละ เขาเคยมีเรื่องระหองระแหงกันบ้างเหมือนกับคู่รักทุกคู่ในโลก แต่เขาก็จะคืนดีกันได้เองในไม่ช้าไม่นาน เขาต่างมีความเชื่อว่า เชือกใยที่ต่างฝ่ายต่างช่วยกันสร้างมาเพื่อเชื่อมโยงกันและกันนั้น ยังคงเหนียวแน่นอย่างชนิดที่ไม่มีวันจะหลุดขาดได้อีกแล้ว และเงายาวของกาลเวลาที่ผ่านไป ก็ได้แต่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่เขาทุกเวลานาที

แต่ก็เหมือนกับที่ใครคนหนึ่งที่ตายไปแล้ว เคยพูดเอาไว้ สิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือความไม่แน่นอนนั่นเอง เขาเล่าให้ฉันฟังว่า เดี๋ยวนี้อะไรก็ไม่เหมือนก่อน แท่งความรักได้เปิดเผยให้เห็นอีกด้านหนึ่งที่หมองมัวของมัน และแทนที่มันจะให้แต่ความอิ่มเอิบเหมือนที่เคยให้ มันก็ไม่ลืมที่จะหยิบยื่นความทุกข์ทรมานและความเจ็บปวดเหมือนที่คาลิล ยิบรานเคยว่าไว้ ให้อีกด้วย

“ฉันรู้ว่าฉันยังรักเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลง และฉันก็รู้ว่าเขาก็คงยังรักฉันอยู่เช่นกัน แต่อะไรบางอย่างได้เกิดขึ้น มันฉุดกระชากรั้งคู่ออกจากโลกแห่งความฝันอันสวยสดงดงาม เพียงเพื่อจะให้พบกับความจริงที่น่าชิงชัง มันพยายามแม้แต่จะพิสูจน์ให้เราต่างฝ่ายต่างเห็นว่า แม้เราจะเคยพูดภาษาเดียวกัน แต่ภาษาเดียวกันนั้นเอง ก็อาจจะเพี้ยนไปได้ เดี๋ยวนี้เวลาเขาคุยอะไรให้ฉันฟัง ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้รู้สึกสนุกตามไปด้วยเหมือนก่อน บางครั้งฉันก็ถึงกับเบื่อหน่ายด้วยซ้ำ และแม้ว่าฉันจะพยายามทำเป็นสนใจเพื่อเอาใจเขาก็ตาม ฉันก็รู้ว่าเขารู้ถึงข้อนั้น เพราะเวลาที่ฉันพูด ฉันก็ยังรู้ว่าเขาต้องแกล้งทำเป็นสนใจเรื่องที่ฉันพูดเหมือนกัน ฉันทนไม่ได้ที่จะต้องมาเสแสร้งกันเช่นนี้ ฉันจึงพยายามหลบหน้าตาเขาเสีย ฉันรู้ว่าฉันทำไม่ถูก ฉันโง่ ฉันขลาด แต่ฉันก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้อีกแล้ว ฉันคิดถึงเขา อยากอยู่ใกล้เขาจนบอกไม่ถูก แต่เมื่อฉันคิดไปถึงว่า ฉันจะหาเรื่องอะไรไปพูดคุยกับเขา นึกถึงการปั้นสีหน้าเพื่อเอาใจกัน ฉันก็รู้สึกขยะแขยงขึ้นมาทันที ฉันทนไม่ได้ ฉันรู้อีกเหมือนกันว่า ถ้าปราศจากเขา ฉันคงทนไม่ได้เหมือนกัน”

เขาหยุดพูดไปขณะหนึ่งแล้วถามฉันว่า ฉันพอจะตามเรื่องที่เขาเล่ามาทั้งหมดได้ทันหรือไม่ ฉันตอบเขาว่า ฉันคิดว่าฉันพอจะเข้าใจ ฉันอดแสดงความสงสัยไม่ได้ว่า ในทัศนะของเขานั้น คู่รักของเขาคงจะเปลี่ยนไปไม่น้อย ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าเขารู้สึกเช่นนั้น

“เขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่ากลัวเหลือเกิน และเขามองไม่เห็นโลกด้านที่สวยงามอีกต่อไป เขาพูดถึงแต่เรื่องการเอารัดเอาเปรียบ การข่มขู่ และความชิงชัง วันหนึ่งเมื่อเขาเห็นฉันแต่งตัวสวย แทนที่เขาจะชมฉันด้วยถ้อยคำที่คู่รักจะพึงให้แก่คู่รัก เขากลับพูดเสียว่า ‘เธอช่างมัวแต่งตัวสวยอยู่ได้อย่างไรกัน ในเมื่อคนอีกครึ่งค่อนโลกกำลังหิว กำลังป่วยไข้ เธอไม่รู้ดอกหรือว่า เสื้อผ้าที่เธอสวมอยู่นั้น ทำมาจากชีวิตของตัวไหมนับเป็นร้อยเป็นพัน เขาเอามันไปต้มในน้ำเดือดเพียงเพื่อจะเอาใยมันมาประดับความฉาบฉวยของมนุษย์ เวลาฉันเห็นใครใส่ผ้าไหม ฉันก็เห็นแต่ตัวไหมที่วิ่งพล่านอยู่ในท้องทะเลแห่งความตายและฉันก็ได้แต่รู้สึกสะอิดสะเอียน…..’

“เขาช่างสรรหาคำมาว่าราวกับฉันเป็นคนใจดำอำมหิตเสียเหลือเกิน ฉันพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ร้องไห้ และแทนที่เขาจะหยุดอยู่แค่นั้น หรือพูดอะไรที่เป็นการปลอบประโลมฉันบ้าง เขาก็กลับพูดต่อไปอีก “พวกเธอก็ดีแต่ร้องไห้เท่านั้น และเธอก็ไม่ได้ร้องเพราะสงสารตัวไหมหรือผู้อื่นหรอก เธอร้องเพราะสงสารตัวเองที่ไม่ได้รับคำชมเท่านั้น’

“ฉันจะทนได้อย่างไรกับคำพูดเหล่านี้ ฉันรู้เหมือนกันว่า ที่เขาพูดมาทั้งหมดนั่นไม่มีส่วนไหนที่เป็นเท็จเลย แต่วิธีที่เขาพูด มันควรจะนุ่มนวลกว่านี้ นี่ไม่ใช่การพูด ชนิดที่คนรักจะพึงให้แก่กัน เขาควรจะขอร้องฉัน ไม่ใช่ประชดประชัน ฉันยินดีแม้แต่จะแต่งเสื้อผ้าปอนๆ เพื่อเขา แต่เขาก็ไม่เคยขอร้อง”

“ยังมีเรื่องอื่นๆ อีก ยังมีอีกมาก คงจะเป็นเพราะว่าไม่มีใครทนเขาได้นั่นเอง เขาจึงมาระบายที่ฉัน เขารู้ดีว่าฉันคนเดียวเท่านั้นที่รักเขาอย่างจริงจัง เขาจึงคิดว่าฉันจะทนฟังทุกอย่างที่ออกมาจากความคิดของเขาได้ เขากำลังเคียดแค้นโลก และเขาก็ไม่อาจจะทำร้ายใครได้ เขาไม่มีสิทธิ์จะทำร้ายใครเลย นอกจากฉันผู้มีพันธะผูกพันกับเขาไว้ด้วยความรัก คุณคิดว่ามันออกจะประหลาดไหมที่คนเราจะเบนความมุ่งร้าย มายังคนที่เขารักมากที่สุดในชีวิต”

ฉันตอบว่าฉันไม่ได้นึกเช่นนั้น อย่างน้อยฉันคิดว่าฉันไม่ได้นึกเช่นนั้น ฉันเคยเห็นอะไรๆ ที่ประหลาดกว่านี้มาเยอะ และฉันมองไม่เห็นเลยว่าทำไมคู่รักจะยังความเจ็บปวดร้าวให้แก่กันไม่ได้ ก็คู่รักไม่เป็นผู้สมควรที่จะได้แบ่งเบาความเจ็บปวดจากคู่รักดอกหรือ สิ่งใดเล่าจะมีความหมายยิ่งไปกว่านั้น เธอไม่เข้าใจประโยคที่คนรักเคยพูดกันถึงว่าดังนี้ดอกหรือ “ฉันรู้ว่าความตายนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควร แต่สำหรับฉันแล้ว มีใครบางคนที่มีค่าพอที่ฉันจะตายเพื่อเขาได้”

เขาตอบว่า เขาน่าจะเกิดความภูมิใจได้ ถ้าเขาจะไม่เลือกรับเอาความเจ็บช้ำ แต่เขาก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะเลือกเอาอย่างแรกได้ ความเจ็บช้ำที่โหดร้ายได้เข้าครอบงำดวงใจไว้จนหมด และเขาก็รู้สึกท้อแท้จนเกินกว่าที่จะสร้างความภูมิใจได้ มันคงเท่ากับเป็นการหลอกตัวเอง หากจะต้องคิดเช่นนั้น

ฉันพูดให้เขาฟังว่า ถ้าอย่างนั้นเขาก็จำต้องทนรับเอาความเจ็บช้ำนั้นไว้อย่างหน้าชื่นตาบาน ในเมื่อเขาเป็นผู้สมัครใจเลือกเอาเอง เขาต้องทนและต้องรอก มีเพียงกาลเวลาอย่างเดียวเท่านั้นในโลก ที่จะเป็นยารักษาความเศร้าหมองของจิตใจได้ เขาควรจะอยู่ให้ห่างจากคู่รักชั่วขณะหนึ่งความห่างไกลเท่านั้นที่จะช่วยให้เขาต่างได้เรียนรู้ถึงความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ในดวงใจของแต่ละฝ่าย เขาถามฉันว่าเหตุใด บางครั้งคู่รักจึงไม่อาจที่จะอยู่ใกล้กันจนเกินไปได้ ความรักก็คือความปรารถนาที่จะกระทำตัวให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคนที่เรารักมิใช่หรือ

ฉันบอกให้เขาฟังว่า เวลาฉันมองดูรูปภาพสีน้ำมันอย่างใกล้ชิด ฉันก็เห็นแต่ความเลอะเทอะ ความสกปรกยุ่งเหยิง ฉันมองไม่เห็นความสวยงาม และไม่เคยรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับภาพนั้นเลย แต่เมื่อฉันก้าวถอยไปดูห่างๆ นั่นแหละ ฉันจึงเห็นสิ่งที่ฉันไม่เคยเห็นและรู้สึกอย่างที่ฉันไม่เคยรู้สึกได้

เขายิ้มแสดงความขอบคุณและทำท่าจะกล่าวคำอำลา เขารีรออยู่ครู่หนึ่งเหมือนกับจะนึกขึ้นได้ว่า ในโลกไม่ได้มีเขาและคู่รักเพียงสองคนเท่านั้น เขาเอ่ยปากถามฉันว่า ฉันคงเคยมีความรักมาแล้วหรือมิใช่ ฉันตอบไปว่า เป็นเช่นนั้น เขาถามต่อ แล้วอย่างไร ฉันตอบ แล้วไม่อย่างไร

เขาเดินไปตามทางที่เขามา เขาไม่ได้หนังสือไปอ่าน เพราะเขาไม่ได้ต้องการมัน

ฉันนั่งอยู่ที่นี่มาสามปีแล้ว ฉันไม่เคยลุกไปไหน ฉันเป็นเทวดา ฉันเป็นพระเจ้า เบคอนไม่รู้  โฟลแบรต์ไม่รู้ ฉันรู้ ฉันเข้าใจ…..

คัดลอกจาก – ฉันจึงมาหาความหมาย หน่ออ่อนแห่งวิญญาณ ‘ขบถ’ ของคนรุ่นใหม่! วิทยากร เชียงกูล ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 16

Post Navigation