บางกอกรีคอเดอร์

จ ด ห ม า ย เ ห ตุ บ า ง ก อ ก

ยุทธการณ์ยึดเมือง ๒๔๗๕

คัดลอกมาจากนิตยสารสารคดี

“ต่างคน ต่างเดินทางแยกย้ายไปตามจุดนัดหมาย ของตัวเอง ทุกหมู่เหล่า มีชาวบ้านอย่างเรา ไปอยู่ด้วย ถนนราชดำเนินตอนนั้น เงียบมาก พี่ชายบอกว่า เดี๋ยวมีคนเอาปืนมาให้ ผมคิดอย่างเดียวว่า ตั้งใจมาทำงานให้สำเร็จ เขาสู้ ก็สู้กับเขา ตายก็ตาย…”
…..กระจ่าง ตุลารักษ์ วัย ๘๗ ปี ชาวบ้านแห่งอำเภอ บางคล้า เมืองแปดริ้ว เป็นอดีต ผู้ก่อการคนสุดท้าย ที่ยังมีชีวิตอยู่ หวนรำลึก ความหลัง ในเช้าวันนั้น
…..หากเชื่อว่า เส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในโลกนี้ ย่อมได้รับ การต่อต้าน และมักเกิดจาก คนไม่กี่คน การวางแผน จึงเป็น หัวใจ สำคัญที่สุด ในการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกัน การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ก็ไม่ได้หลุดออกไปจาก เส้นทางนี้เลย
…..เป็นที่ยอมรับกันว่า ความสำเร็จ ของการปฏิวัติในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ส่วนสำคัญ มาจากการวางแผน อันรอบคอบ ทั้ง ๆ ที่ ในเวลานั้น คณะราษฎร แทบจะไม่มี กำลังในมือ มีผู้ร่วมก่อการจริง ๆ เพียง ๑๑๕ คน แต่สามารถ ยึดอำนาจสำเร็จ โดยที่ไม่มีผู้ล้มตายเลย

กระจ่าง ตุลารักษ์

เดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๖๙ ณ หอพัก Rue du summerard ในกรุงปารีส ได้มีการประชุม กลุ่มผู้ต้องการเห็นบ้านเมือง มีการเปลี่ยนแปลง การปกครอง เป็นครั้งแรก คือ ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ (หลวงพิบูลสงคราม) ซึ่งกำลังศึกษาวิชา ทหารปืนใหญ่ ในโรงเรียนนายทหาร ร.ต.ทัศนัย มิตรภักดี ศึกษาวิชาการทหารม้า โรงเรียนนายทหาร ของฝรั่งเศส นายตั้ว ลพานุกรม นักศึกษาวิทยาศาสตร์ ระดับปริญญาเอก ในสวิตเซอร์แลนด์ หลวงศิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) ผู้ช่วยเลขานุการทูตสยาม ประจำกรุงปารีส นายแนบ พหลโยธิน เนติบัณฑิตอังกฤษ และนายปรีดี พนมยงค์ โดยตกลงที่ จะทำการ เปลี่ยนแปลง การปกครองของ กษัตริย์เหนือกฎหมาย มาเป็น การปกครองที่มี กษัตริย์ใต้กฎหมาย โดยใช้วิธีการ “ยึดอำนาจโดยฉับพลัน” เพื่อเป็นการป้องกัน มหาอำนาจ คืออังกฤษ และฝรั่งเศส ที่มีอาณานิคม อยู่ล้อมรอบ สยามประเทศ ถือโอกาส เข้ามาแทรกแซง ยกกำลังทหาร มายึดครอง ดินแดนสยาม เอาไปเป็นเมืองขึ้น

ผู้ก่อการบางส่วน พบปะกัน ในกรุงปารีส ประมาณ พ.ศ.๒๔๖๘

ผู้ก่อการ ได้ตั้งปณิธาน ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพื่อให้สยาม บรรลุเป้าหมาย ๖ ประการ ซึ่งต่อมา ได้เรียกว่าเป็น หลัก ๖ ประการ ของคณะราษฎร“คือ
…..๑. รักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศ ไว้ให้มั่นคง
…..๒. รักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกัน ลดลงให้มาก
…..๓. บำรุงความสุขสมบูรณ์ของ ราษฎร ในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่ จะหางานให้ ราษฎร ทุกคน ทำ จะวางโครงการ เศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎร อดอยาก
…..๔. ให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน
…..๕. ให้ราษฎรมีเสรีภาพที่ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวแล้ว
…..๖. ให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

หลังจากนั้น เมื่อคณะผู้ก่อการ ได้กลับมา ประเทศสยาม ได้ติดต่อ ประชาชนทุกอาชีพ ไม่ว่าพ่อค้า ประชาชน ข้าราชการพลเรือน ทหารบก ทหารเรือ เข้าร่วมทำการ ก่อการปฏิวัติ จนกระทั่ง สามารถรวบรวม คณะผู้ก่อการได้ โดยแบ่งเป็นสาย ดังนี้คือ

 

๔ ทหารเสือ พระยาทรงฯ พระประศาสน์ฯ พระยาพหลฯ พระยาฤทธิ์

สายพลเรือน มี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม เป็นหัวหน้า
…..สายทหารเรือ มี นาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย เป็นหัวหน้า
…..สายทหารบกชั้นยศน้อย มี พันตรี หลวงพิบูลสงคราม เป็นหัวหน้า
…..สายนายทหารชั้นยศสูง มีพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้า

คณะราษฎร ฝ่ายทหาร และพลเรือน หน้าวัง ปารุสกวัน

คณะผู้ก่อการ ได้ทำการวางแผน การยึดอำนาจ โดยยึดหลัก พยายามหลีกเลี่ยง การนองเลือด และกระทำในวันที่ พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้า ไม่ได้ประทับ ในกรุงเทพฯ และได้มอบหมายให้ พระยาทรงสุรเดช เป็นผู้วางแผนการ
…..เวลานั้น ปัญหาใหญ่ ของผู้ก่อการ โดยเฉพาะสายทหาร ซึ่งเป็นกำลังสำคัญ ในการยึดอำนาจนั้น ก็คือ นายทหารเกือบทั้งหมด ไม่มีใคร มีตำแหน่ง ที่คุมกำลัง ไว้ในมือเลย ยกเว้น พันเอก พระยาฤทธิอัคเนย์ ที่คุมกำลัง ทหารปืนใหญ่

พระยาทรงสุรเดช

ตีห้า ของวันที่ ๒๔ มิถุนายน บรรดานายทหารฝ่ายปฏิวัติ ได้รุดไปที่ กรมทหารม้าที่ ๑ และได้หลอกบรรดาทหารว่า บ้านเมือง เกิดกบฏขึ้น ให้นำทหาร รถเกราะ รถถัง ออกไปที่ พระที่นั่งอนันตสมาคม โดยด่วน ที่นั่น ผู้ก่อการฝ่ายทหารเรือ ได้นำทหารเรือ ที่ถูกหลอกเช่นกัน เดินทางมาถึง และอีกด้านหนึ่งของ บริเวณลานพระรูป นักเรียนนายร้อย ซึ่งถูกหลอกมา เพื่อฝึกซ้อมการรบ ระหว่างทหารราบ กับรถถัง
…..คาดกันว่า ในเวลานั้น มีทหารบก ทหารเรือ ที่ถูกลวงมาที่ ลานพระบรมรูปทรงม้า และผู้ก่อการฝ่ายพลเรือน รวมแล้วประมาณ ๒,๐๐๐ คน ได้รับคำสั่ง ให้เข้ามาอยู่ ภายในรั้วเหล็กของ พระที่นั่งอนันต์ และให้ทหารทั้งหมด เข้าแถวคละกันไปหมด ทุกเหล่า เพื่อป้องกันไม่ให้ นายทหารคนใด สามารถ สั่งการลูกน้องตัวเอง ได้โดยสะดวก และนาที แห่งประวัติศาสตร์ ก็มาถึง เมื่อพระยาพหลฯ ได้ประกาศ การเปลี่ยนแปลง การปกครอง ของสยามประเทศ ต่อหน้า เหล่าทหาร ทั้งหมด ซึ่งมีใจความว่า

ประชาชนหลั่งไหลไปยัง พระรูปทรงม้า เมื่อทราบเหตุการณ์ ในเช้าวันนั้น

…..“การปกครองในระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือการปกครองแบบ พระมหากษัตริย์ ทรงใช้อำนาจ ด้วยพระองค์เอง ใครจะออกเสียง หรือความเห็นคัดค้านอย่างใด มิได้ทั้งสิ้น การปกครองแบบนี้ ได้ปล่อยให้ อาณาประชาราษฎร์ เผชิญโชคชะตา ทางเศรษฐกิจ และการภาษีต่างๆ ไปตามลำพัง ไม่ได้คิดหาทางแก้ไข บูรณะบ้านเมือง ให้ดีขึ้น จะปล่อยให้บ้านเมือง ปั่นป่วนวุ่นวาย และเป็นไปตาม ยถากรรมนั้น เป็นการ ไม่พึงบังควรยิ่ง เราจึงต้องทำการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง ให้พระมหากษัตริย์ ทรงสถิตอยู่ใต้กฎหมาย”

พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา

พอกล่าวจบ พระยาพหลฯ ได้ขอความร่วมมือจากทหารทั้งหมด ในการทำปฏิวัติครั้งนี้ ทหารเหล่านั้น ไม่มีทีท่าว่า จะขัดขืนแต่อย่างใด และต่อจากนั้น บรรดาคณะราษฎร ก็ได้แยกย้ายไปจับกุม เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ และนายทหาร นำตัวมาไว้ที่ พระที่นั่ง อนันตสมาคม เพื่อเป็นตัวประกัน โดยเฉพาะ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ผู้มีอำนาจ มากที่สุด ในเวลานั้น และส่วนหนึ่ง ได้ไปยึดสถานีรถไฟหัวลำโพง พระบรมมหาราชวัง กรมไปรษณีย์ตัดการสื่อสาร ทำให้ฝ่ายรัฐ ไม่สามารถติดต่อกันได้

กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

ภายในเวลาประมาณ ๓ ชั่วโมง คณะราษฎร ก็สามารถ คุมสถานการณ์ ในกรุงเทพฯ ได้อย่างเด็ดขาด ทั่วกรุงเทพฯ มีคนไปแจก แถลงการณ์ของ คณะราษฎร และประชาชน ได้ให้ความสนใจ มามุงดูที่ บริเวณ ลานพระรูปทรงม้า เป็นจำนวนหลายพันคน

คณะราษฎร ได้จัดให้มีการประชุม ระหว่างคณะราษฎร และเสนาบดี ปลัดทูลฉลอง ขึ้น ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อชี้แจง จุดประสงค์ ในการเปลี่ยนแปลง การปกครองในครั้งนี้ หลักการระบอบใหม่ กฎหมายพระธรรมนูญการปกครองแผ่นดินโดยย่อ และขอความร่วมมือ ในการ บริหารราชการแผ่นดินต่อไป โดยมี นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำฝ่ายพลเรือน เป็นผู้มีบทบาทสูงสุด เนื่องจากทางทหาร ไม่สันทัด

สยามราษฎร์ หนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้า กับรูปนายปรีดี พนมยงค์

ในเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐาน ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ทางคณะราษฎร ได้ส่ง น.ต. หลวงศุภชลาศัย เป็นผู้แทน ไปอัญเชิญ พระองค์ นิวัติพระนคร โดยยื่นข้อเสนอ ให้ทรงเป็นกษัตริย์ ต่อไป โดยอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หากทรงปฏิเสธ จะเลือก เจ้านายพระองค์อื่น ขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อไป ซึ่งพระองค์ ได้ทรงปรึกษากับ พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ ที่ตามเสด็จ และได้ตัดสินพระทัย ตกลง เพื่อไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ

เมื่อพระองค์เสด็จกลับ วังศุโขทัย เช้าวันรุ่งขึ้น ผู้แทนคณะราษฎร ๗ คน ได้เดินทางเข้าเฝ้า และนำเอกสารสำคัญ ไปทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็น กฎหมาย รวม ๒ ฉบับคือ พระราชบัญญัติ ธรรมนูญการปกครอง แผ่นดินสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งร่างโดย นายปรีดี พนมยงค์ และพระราชกำหนด นิรโทษกรรม ในคราวเปลี่ยนแปลง การปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕

พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ ฉบับถาวร เมื่อวันที่ ๑๐ ธค. ๒๔๗๕

ภารกิจสำคัญของคณะราษฎรนั้น ภายหลังการยึดอำนาจแล้วคือ การเร่งสถาปนา ระบอบใหม่ ที่มาแทนที่ ระบอบ สมบูรณา ญาสิทธิราชย์คือ ระบอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งมิได้หมายถึง การมีรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ เท่านั้น แต่ยังมีความหมายว่า รัฐบาลใหม่ จะบริหารประเทศ อย่างมีหลักเกณฑ์ แน่นอน เป็นลายลักษณ์อักษร มิได้เป็นไปตาม น้ำพระทัยส่วนพระองค์ เช่นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และรัฐธรรมนูญ เป็นทั้งที่มา และเป็นหลักประกันแห่ง สิทธิของราษฎร ดังจะเห็นได้จาก มาตราแรก ของธรรมนูญฉบับนี้ ที่ประกาศว่า“อำนาจสูงสุด ของประเทศนั้น เป็นของราษฎรทั้งหลาย”

อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ลงนามใน “พระราชกำหนด นิรโทษกรรม ในคราว เปลี่ยนแปลง การปกครอง แผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕” แต่ได้ทรงขอตรวจ พระราชบัญญัติ ธรรมนูญ การปกครอง แผ่นดินสยาม และได้ทรงลงนาม ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน โดยทรงพระอักษร กำกับต่อท้าย ชื่อพระราชบัญญัติว่า “ชั่วคราว” ซึ่งมีความหมายว่า การจัดรูป การปกครองของระบอบใหม่ มิใช่สิ่งที่ ผู้นำของคณะราษฎร จะกำหนดได้ฝ่ายเดียว อีกต่อไป จะต้องมีการ ประนีประนอม ออมชอม กับฝ่ายอื่นต่อไป

ภาพปูนปั้นนูนสูง ที่ส่วนฐานของ ปีกอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย แสดงถึงเหตุการณ์ การเปลี่ยนแปลง การปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ ออกแบบโดย อาจารย์ศิลป์ พีระศรี

ระหว่างวันที่ ๒๔-๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ นั้นถือได้ว่า เป็นวัน แห่งความผันผวน ครั้งใหญ่ทางการเมือง จนได้มีการ ยอมประนีประนอม ระหว่าง กลุ่มพลังในสังคม และมีการตั้ง ผู้แทนราษฎรชั่วคราว ๗๐ คน เลือก พระยา มโนปกรณ์นิติธาดาเป็นประธานกรรมการราษฎร หรือ นายกรัฐมนตรี คนแรกของประเทศไทยและจากวันนั้นไปจนถึง คืนก่อนการเกิด รัฐประหาร เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ (ซึ่งทำให้ ประเทศไทย ตกไปอยู่ใต้อำนาจ เผด็จการทหาร อย่างต่อเนื่อง ไปอีกยาวนาน) นับเป็นเวลา ๑๕ ปี อันถือได้ว่า เป็นระยะเวลาที่ สมาชิกของคณะราษฎร ได้มีอำนาจ และบทบาทสำคัญ ในการปกครองประเทศ จะเห็นได้จาก การที่ นายกรัฐมนตรี ทุกคน ที่ได้รับเลือก มาในช่วงเวลานั้น หากไม่ใช่ สมาชิกคณะราษฎรเอง ก็เป็นบุคคลที่ คณะราษฎร สนับสนุน อย่างเข้มแข็งทั้งสิ้น

รัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็น อุดมการณ์ของชาติ ในสมัยนั้น เห็นได้จาก ธนบัตร ที่ออกในปี พ.ศ.๒๔๘๙ มีรูปพานรัฐธรรมนูญ ที่ด้านหลังของธนบัตร

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลอดระยะเวลานั้น จะมีความแตกแยก ความขัดแย้ง เกิดขึ้นในหมู่ คณะราษฎร มีความรุนแรงทางการเมือง เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ต้องยอมรับว่า มีสิ่งหนึ่งที่ คณะราษฎร สร้างขึ้นมา สำเร็จ ในวันนั้น และยังสืบทอดมา จนปัจจุบันก็คือ การเปลี่ยนแปลง ระบอบการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ

เหมือนกับที่ คุณกระจ่าง ตุลารักษ์ สมาชิกคณะราษฎร คนสุดท้าย ที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า
…..”สิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเช้ามืด วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นทรัพย์สมบัติ ของประชาชนคนรุ่นหลัง”

Metalink: (http://www.sarakadee.com/feature/1999/06/2475.htm)

Single Post Navigation

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: