บางกอกรีคอเดอร์

จ ด ห ม า ย เ ห ตุ บ า ง ก อ ก

Archive for the month “มิถุนายน, 2012”

แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนแรกแห่งประเทศสยาม – 80 ปีอภิวัฒน์สยาม

คำพูน บุญทวี

หนังสือเสียงเรื่อง “ลูกอีสาน” – ลิขสิทธิ์เฉพาะเพื่อผู้พิการห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต : ศูนย์สื่อการศึกษาเพื่อคนพิการ ขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ครับ

ยุทธการณ์ยึดเมือง ๒๔๗๕

คัดลอกมาจากนิตยสารสารคดี

“ต่างคน ต่างเดินทางแยกย้ายไปตามจุดนัดหมาย ของตัวเอง ทุกหมู่เหล่า มีชาวบ้านอย่างเรา ไปอยู่ด้วย ถนนราชดำเนินตอนนั้น เงียบมาก พี่ชายบอกว่า เดี๋ยวมีคนเอาปืนมาให้ ผมคิดอย่างเดียวว่า ตั้งใจมาทำงานให้สำเร็จ เขาสู้ ก็สู้กับเขา ตายก็ตาย…”
…..กระจ่าง ตุลารักษ์ วัย ๘๗ ปี ชาวบ้านแห่งอำเภอ บางคล้า เมืองแปดริ้ว เป็นอดีต ผู้ก่อการคนสุดท้าย ที่ยังมีชีวิตอยู่ หวนรำลึก ความหลัง ในเช้าวันนั้น
…..หากเชื่อว่า เส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในโลกนี้ ย่อมได้รับ การต่อต้าน และมักเกิดจาก คนไม่กี่คน การวางแผน จึงเป็น หัวใจ สำคัญที่สุด ในการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกัน การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ก็ไม่ได้หลุดออกไปจาก เส้นทางนี้เลย
…..เป็นที่ยอมรับกันว่า ความสำเร็จ ของการปฏิวัติในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ส่วนสำคัญ มาจากการวางแผน อันรอบคอบ ทั้ง ๆ ที่ ในเวลานั้น คณะราษฎร แทบจะไม่มี กำลังในมือ มีผู้ร่วมก่อการจริง ๆ เพียง ๑๑๕ คน แต่สามารถ ยึดอำนาจสำเร็จ โดยที่ไม่มีผู้ล้มตายเลย

กระจ่าง ตุลารักษ์

เดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๖๙ ณ หอพัก Rue du summerard ในกรุงปารีส ได้มีการประชุม กลุ่มผู้ต้องการเห็นบ้านเมือง มีการเปลี่ยนแปลง การปกครอง เป็นครั้งแรก คือ ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ (หลวงพิบูลสงคราม) ซึ่งกำลังศึกษาวิชา ทหารปืนใหญ่ ในโรงเรียนนายทหาร ร.ต.ทัศนัย มิตรภักดี ศึกษาวิชาการทหารม้า โรงเรียนนายทหาร ของฝรั่งเศส นายตั้ว ลพานุกรม นักศึกษาวิทยาศาสตร์ ระดับปริญญาเอก ในสวิตเซอร์แลนด์ หลวงศิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) ผู้ช่วยเลขานุการทูตสยาม ประจำกรุงปารีส นายแนบ พหลโยธิน เนติบัณฑิตอังกฤษ และนายปรีดี พนมยงค์ โดยตกลงที่ จะทำการ เปลี่ยนแปลง การปกครองของ กษัตริย์เหนือกฎหมาย มาเป็น การปกครองที่มี กษัตริย์ใต้กฎหมาย โดยใช้วิธีการ “ยึดอำนาจโดยฉับพลัน” เพื่อเป็นการป้องกัน มหาอำนาจ คืออังกฤษ และฝรั่งเศส ที่มีอาณานิคม อยู่ล้อมรอบ สยามประเทศ ถือโอกาส เข้ามาแทรกแซง ยกกำลังทหาร มายึดครอง ดินแดนสยาม เอาไปเป็นเมืองขึ้น

ผู้ก่อการบางส่วน พบปะกัน ในกรุงปารีส ประมาณ พ.ศ.๒๔๖๘

ผู้ก่อการ ได้ตั้งปณิธาน ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพื่อให้สยาม บรรลุเป้าหมาย ๖ ประการ ซึ่งต่อมา ได้เรียกว่าเป็น หลัก ๖ ประการ ของคณะราษฎร“คือ
…..๑. รักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศ ไว้ให้มั่นคง
…..๒. รักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกัน ลดลงให้มาก
…..๓. บำรุงความสุขสมบูรณ์ของ ราษฎร ในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่ จะหางานให้ ราษฎร ทุกคน ทำ จะวางโครงการ เศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎร อดอยาก
…..๔. ให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน
…..๕. ให้ราษฎรมีเสรีภาพที่ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวแล้ว
…..๖. ให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร Read more…

ฆาตกรรมในนามสยามราชา

โดยดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

คนคลั่งเจ้ากำลังแตกรังอาละวาด

คนคลั่งเจ้าประกาศกร้าวว่าพวกเขาพร้อมจะฆ่าในนามของพระราชา

คนคลั่งเจ้าได้เริ่มปฏิบัติการร้ายต่อเหล่าบรรดาอาจารย์กฎหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มนิติราษฎร์ หรือ “นิติศาสตร์เพื่อราษฎร” กลุ่มนิติราษฎร์ได้เสนอให้ทำการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลงยุคโดยไม่ต้องรีรอ  บรรดาเหล่าชาวราชานิยมได้กล่าวหากลุ่มนิติราษฎร์ว่าพยายามจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงสำหรับประเทศไทย

พวกเขาได้ผลิตชุดคำขู่มากมายต่อกลุ่มนิติราษฎร์ จากบทความล่าสุดของ Elizabeth Fitzgerald ใน New Mandala หนึ่งในนั้นก็คือแผนการที่จะปลุกระดมให้กองทัพออกมาทำรัฐประหารเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์จากกลุ่มที่พวกเขากล่าวหาว่าเป็นคนขายชาติ บางทีคนคลั่งเจ้ากลุ่มนี้คงลืมไปแล้วว่าไม่ใช่การรัฐประหาร 2006 หรอกหรือที่เป็นชนวนแรกเริ่มให้เกิดกระแสต่อต้านสถาบัน

หัวขบวนแห่งการล่าแม่มดครั้งนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือกลุ่มเสื้อเหลือง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งพวกเขาเป็นที่รู้จักดีจากการเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินสุวรรณภูมิในปี 2008 ผู้สนับสนุนของพธม.เรียกร้องให้ทหารอุ้มสมาชิกของกลุ่มนิติราษฎร์ไปจัดการ หรือ เตะลงจากเฮลิคอปเตอร์ พวกเขายังเรียกร้องให้ทำการเปิดเผย ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และ แผนที่บ้านพักของสมาชิกของกลุ่มนิติราษฎร์ให้หมด พวกเขาอยากจะให้นั่งยางเผาทั้งเป็นบริเวณหน้าบ้านของแต่ละคน Read more…

คำ ผกา : ขอสัก “ชาติ” จะได้ไหม?

(คัดลอกมาจากมติชน)

หลังการรัฐประหารมีกลุ่มนักศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งกลุ่ม “ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก” เพื่อยืนยันศักดิ์ศรีของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เมื่อถูกทำให้เป็น “ไทยๆ” แล้วมันหมายถึงการปู้ยี่ปู้ยำประชาธิปไตยให้กลายเป็นผลไม้ที่ชิงสุกก่อนห่าม กินไปก็เสาะท้อง

สถานะ “กิ๊ก” ของประชาธิปไตยในสังคมไทยยังบ่งบอกถึงการห้ามเรียกร้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ตามกฎหมายทั้งปวงเพราะความเป็น “กิ๊ก” มิใช่ “รักแท้”

ปีนี้นักศึกษาจากทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกมาทำกิจกรรมเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่น่าสนใจอีกนั่นคือการ “แสดง” ของพวกเขาในนามของ “คณะราษฎรที่ 2”

มองดูอย่างผิวเผินนี่เป็นเพียงกิจกรรมของ “เด็กๆ” เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของคณะราษฎร แต่มองให้ผิวเผินน้อยลงอีกนิด กิจกรรมของนักศึกษากลุ่มนี้น่าตื่นเต้นมากกว่านั้น ไม่นับว่า “เทคนิค” ในการจัดกิจกรรม หรือเราอาจใช้คำว่า “การแสดง” ของพวกเขามีความร่วมสมัยและสื่อสารกับคนร่วมยุคสมัยร่วมเจเนอเรชั่นของพวกเขาอย่างที่ฉันขอใช้คำคุณศัพท์โบราณว่ามัน “เก๋” มาก

กลุ่มคณะราษฎรที่ 2 (แค่ชื่อก็เก๋) เปิดตัวด้วยการทำวิดีโอสั้นๆ เปิดตัวพวกเขาในชุดทหาร และมีชุดพลเรือนหนึ่งคนที่น่าจะหมายถึง ปรีดี พนมยงค์ ภาพอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เด็กหนุ่ม บุหรี่ เพลงในวิดีโอ สะพานพระราม 8 และประกาศคณะราษฎร เจตจำนงของระบอบประชาธิปไตย

ฉันอยากให้ผู้อ่านคอลัมน์ของฉันได้ดูวิดีโอนี้จริงๆ ถ้าสนใจกิจกรรมของพวกเขา เข้าไปดูที่ http://www.facebook.com/lltd.tu/posts/411098482276139

กิจกรรมลำดับต่อมา คณะราษฎรที่ 2 ใน “คอสตูม” ของพวกเขาได้ไปยื่นหนังสือของยืมยุทโธปกรณ์ที่กองทัพบก เพื่อนำมาใช้ใน “กิจกรรม” ฉันดูคลิปนี้แล้วอยากจะยกให้เป็น Art Performance แห่งปี Read more…

สุรชาติ บำรุงสุข : 2475 รำลึก : พลเรือน ทหารและรัฐธรรมนูญ

(คัดลอกมาจากมติชน)


การเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรมาสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ เป็นการชอบแล้วด้วยประการทั้งปวง เพราะได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวในระหว่างรัฐบาลกับประชาชนพลเมืองในระบอบใหม่นับแต่ต้นมาเป็นอย่างดี ซึ่งยากที่จะหาตัวอย่างในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศใดอื่นเทียบได้ ทั้งนี้ ย่อมเป็นนิมิตอันดีงามสำหรับอนาคตของชาติไทย

ไทยในสมัยสร้างชาติ

ที่ระลึกงานฉลองวันชาติ 2484

สังคมไทยดูจะมีความทรงจำที่รางเลือนเต็มที่เกี่ยวกับเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจางหายไปกับกาลเวลาที่เนิ่นนานมาถึง 80 ปี

อย่างน้อยคนรุ่นหลังดูจะลืมไปแล้วว่าประเทศไทยก็มี “วันชาติ” เหมือนกับหลายๆ ประเทศ และวันชาติของไทยในอดีตตรงกับวันที่ 24 มิถุนายน ของทุกปี

สังคมยุคหลัง 2475 ของการเมืองไทยนำมาซึ่งรูปแบบการปกครองที่แตกต่างออกไปจากเดิม ดังคำบรรยายที่ว่า “ประเทศชาติไทยตกอยู่ในสภาพอันแปลกใหม่โดยทุกอย่าง กล่าวคือ ระบอบการปกครองผิดแปลกกว่าระบอบเก่า และกิจการงานทุกสิ่งอย่างก็จำต้องปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามวิถีทางแห่งการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญ” (ไทยในสมัยสร้างชาติ, 2484)…

แน่นอนว่าในการจัดตั้งการปกครองใหม่อันเป็นผลของ “ระบอบรัฐธรรมนูญนิยม” ที่เกิดขึ้นหลัง 2475 จึงย่อมจะต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

ว่าที่จริงความพยายามในการจัดรูปแบบการปกครองใหม่ในสยามนั้น ได้เกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในปี 2475 คณะทหารชุดหนึ่งซึ่งนำโดยร้อยเอกขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) ในช่วง ร.ศ.130 ก็ได้พยายามกระทำการเช่นนี้มาแล้ว หากแต่พวกเขาล้มเหลวและนำไปสู่การถูกจับกุมแบบ “ยกคณะ” ในเดือนกุมภาพันธ์ 2454

ซึ่งก็ถือได้ว่าในปีนี้เป็นวาระครบรอบ 101 ปี ของความพยายามในการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งแรกของสยาม

แม้ความพยายามเช่นนี้จะล้มเหลว แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ทิ้งร่องรอยของความคิดใหม่ที่เชื่อว่า ระบอบการปกครองของสยามแบบเดิมนั้นไม่เอื้ออำนวยให้สยามเดินไปสู่อนาคตได้อย่างเข้มแข็ง
Read more…

ชาติ กอบจิตติ

24 มิถุนา เคยเป็นและเลิกเป็นวันชาติได้อย่างไร? – สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เวลาที่ได้ยินคนในแวดวงรัฐบาล(หรือที่เคยอยู่ในแวดวงรัฐบาลอย่างณรงค์ กิตติขจร) ออกมาคัดค้านการตั้งชื่อวันที่ 14 ตุลาคมว่า “วันประชาธิปไตย” โดยยกเหตุผลทำนองว่า เป็นการขัดกับความจริงที่ว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 นั้น ไม่ทราบว่าจะร้องไห้หรือหัวเราะดี

ก็ถ้าบรรดา ฯพณฯ เห็นความสำคัญของ 24 มิถุนายน ขนาดที่กลัวว่า 14 ตุลาคม จะมาแย่งความสำคัญไป ทำไมไม่ทำให้ 24 มิถุนายน เป็นวันสำคัญขึ้นมาเสียก่อนเล่า?

ความจริงคือ ทุกวันนี้ วันที่ 24 มิถุนายน ไม่ได้เป็นวันอะไรทั้งสิ้นในปฏิทินของทางราชการ และบรรดา ฯพณฯ ที่ยกเอา 24 มิถุนายน ขึ้นมาคัดค้าน 14 ตุลาคม ก็ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่มีทีท่าว่าจะเสนอให้เปลี่ยน 24 มิถุนายน เป็นวันสำคัญขึ้นมา

โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการเรียก 14 ตุลาคม ว่า “วันประชาธิปไตย” แต่ไม่ใช่เพราะ 24 มิถุนายน จึงควรเป็นวันประชาธิปไตย ผู้เขียนไม่คิดว่า 24 มิถุนายน ควรเป็นเช่นกัน เหตุการณ์ทั้งคู่ไม่ได้ทำให้เกิดประชาธิปไตย แต่ขอเสนอว่า 24 มิถุนายน มีความสำคัญในลักษณะที่สมควรเปลี่ยนกลับเป็นวันชาติ

เพราะ 24 มิถุนายน ทำให้เกิดระบอบรัฐแบบใหม่ ซึ่งใช้มาจนปัจจุบัน Read more…

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

Post Navigation