บางกอกรีคอเดอร์

จ ด ห ม า ย เ ห ตุ บ า ง ก อ ก

เหมือนอย่างไม่เคย – 2511/วิทยากร เชียงกูล

พวกเขามากันในรถสีแสดคันใหญ่ แบบที่ทองม้วนไม่เคยเห็นมาก่อน มาพร้อมกับเสียงเพลงสูงๆ ต่ำๆ ซึ่งกระแทกกระทั้นราวกับเกิดจากการกระดอนของรถบนเส้นทางที่ขรุขระ “พวกเรามาพัฒนาการทำงานส่วนรวมของชาติ” เขาร้องประโยคนั้นซ้ำกันไปซ้ำกันมาด้วยเสียงอันดัง ราวกับว่าจะเน้นให้โลกทั้งโลกได้รับรู้ ทองม้วนไม่เคยได้ยินท่วงทำนองของเพลงนี้มาก่อน แต่เธอก็รู้สึกเหมือนเป็นท่วงทำนองที่มักคุ้นและเกิดความดื่มด่ำโดยสัญชาตญาณว่าเพลงนี้น่าจะนำมาซึ่งความรื่นรมย์ และเป็นมิตรมากกว่าอะไรอื่น เมื่อรถจอดสนิทดีแล้ว พวกเขาค่อยทยอยกันลงมา ล้วนเป็นคนหนุ่มสาว แต่งตัวด้วยกางเกงคล้ายๆ กัน และบางคนก็สวมหมวก เวลามองไกลๆ ทองม้วนไม่แน่ใจว่าคนไหนเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่ เธอขยับเดินเข้าไปเมียงมองกึ่งหวาดๆ กึ่งอยากรู้ และได้เห็นพวกเขาทั้งหญิงและชายกำลังลงมาเดินยืดแข้งยืดขา พลางหันไปมองรอบๆ อย่างสนอกสนใจ ทองม้วนไม่เข้าใจเลยว่าเขามองดูอะไรกันนัก เพราะเมื่อเธอหันมองตาม ก็ไม่เห็นมีอะไรนอกจากทุ่งนาอันแห้งแล้ง หมู่บ้านเก่าๆ ของพวกบ้านเธอ วัดเล็กๆ โรงเรียนไม้กระดานที่มีแต่พื้นกับหลังคาที่เห็นจนชินตา เธอสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงหญิงสาวคนหนึ่งอุทานกับเพื่อนของเธอว่า “แหม อากาศที่นี่ดีจริงนะ” เป็นประโยคที่นำความแปลกใจมาสู่เธอไม่น้อย เธอไม่เคยได้ยินใครเขาพูดกันด้วยประโยคอย่างนี้มาก่อนเลยในหมู่บ้านที่เธออาศัยเติบโตมาเป็นเวลา 12 -13 ปี

ผู้ใหญ่มีออกไปหาคนเหล่านั้น มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งท่าทางคงเป็นหัวหน้าตรงเข้ามาทักทายและเจรจากับผู้ใหญ่ ในสายตาของพวกเด็กขนาดเธอแต่ไรมา ผู้ใหญ่มีนั้นถือเสมือนเป็นคนที่น่านับถือที่สุดในหมู่บ้าน เพราะว่าหลวงท่านตั้งแกไว้เป็นหัวหน้า และทุกคนต้องเชื่อฟังแก แต่วันนี้ผู้ใหญ่มีไม่ได้มีลักษณะของหัวหน้าเลย แกเข้าไป แกเข้าไปพูดจากับเด็กหนุ่มเหล่านั้น ไม่ผิดอะไรกับที่แกเคยพูดกับเจ้านาย เขามากันทำไมพร้อมกันตั้ง 50 – 60 คน ถึงเธอจะเป็นเด็ก แต่เธอก็รู้ดีว่า เจ้านายเพียง 2 – 3 คนก็อาจจะทำให้หมู่บ้านโกลาหลได้แล้ว และนี่เขามากันตั้งโขยงหนึ่ง

พวกนั้นเริ่มคนกระเป๋าเสื้อผ้า เดินตามผู้ใหญ่มีไปที่โรงเรียน เป็นที่เข้าใจกันว่าพวกเขาจะไปพักนอนกันที่นั่น เธอสงสัยอยู่ไม่วายว่าคนเหล่านั้นเขาจะมาค้างคืนที่นี่ทำไมกัน ไม่มีเจ้านายที่ไหนทำกันมาก่อน และที่บ้านของเธอตอนกลางคืนก็ไม่เห็นมีอะไรนอกจากความมืดตื้อ เสียงจิ้งหรีดและเสียงลมพัดเท่านั้น ไม่มีใครในหมู่บ้านจะให้คำตอบแก่ดวงใจอันเต็มไปด้วยความอยากรู้ของเธอได้ พ่อนั้นไม่เคยว่างพอสำหรับคำถามใดทั้งสิ้น และแม่เองก็ไม่เคยจะใส่ใจอะไรมากไปกว่างานประจำวันอันน่าเหน็ดเหนื่อยแทน ครูเองก็ดุเกินกว่าจะมีใครกล้าไปยุ่งด้วย ผู้ใหญ่มีคนที่ควรจะรู้เรื่องดีนั้นเล่า ก็มัวไปสาละวนจัดแจงต้อนรับ หาข้าวหาน้ำให้พวกเขากินกัน แต่อย่างไรก็ช่างเถอะ ทองม้วนคิด ถ้าหากพวกเขาจะยังคงอยู่ที่นี่กันต่อไป เธอก็คงจะพอหาคำตอบเองได้ในไม่ช้า

เย็นวันนั้นผู้ใหญ่ก็ได้เคาะเกราะเรียกประชุม พวกที่มาในรถคันใหญ่ก็พากันมาด้วย ราวกับเขาได้เข้ามาเป็นสมาชิกของหมู่บ้านแล้วด้วยฉะนั้น ทองม้วนวิ่งหลบแม่ไปฟังเขาประชุมกัน เธอต้องการรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธออยากรู้และสงสัย

ผู้ใหญ่มีไม่ใช่คนที่พูดเก่งมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นเมื่อแกลุกขึ้นมาพูด แกก็ยังคงงกๆ  เงิ่นๆ และพูดไม่ค่อยปะติดปะต่อกัน ทองม้วนฟังได้ความเพียงเลาๆ ว่าคนเหล่านี้ เป็นนักเรียนมาจากเมืองหลวง ระหว่างนี้พวกเขาหยุดเรียนกัน จึงได้เสียสละออกมาเพื่อช่วยสร้างฐานะความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้ดีขึ้น เธอไม่ค่อยเข้าใจนัก ทำไมพวกเขาถึงมาช่วย และจะมาช่วยทำอะไร แต่เธอก็ดีใจที่ได้รู้ว่าอย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ใช่เจ้านาย

ต่อจากนั้น คนที่เป็นหัวหน้าฝ่ายเขาก็ลุกขึ้นพูดบ้าง เขาพูดได้เก่งกว่าผู้ใหญ่เยอะ และพูดอะไรเสียยืดยาวจนพวกชาวบ้านทำท่าเหมือนกับว่าจะหลับไปหลายคน ทองม้วนรู้สึกทึ่งในท่าทางและคำพูดของเขายิ่งนัก แม้เธอจะไม่เข้าใจถ้อยคำทั้งหมดที่เขาพูดมา เนื่องจากเขาใช้คำบางคำซึ่งเธอไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่บางครั้งก็เป็นภาษาฝรั่งปนมาด้วย เธอรู้แต่เพียงว่าพวกเขากำลังพยายามจะอธิบายให้พวกชาวบ้านเข้าใจว่าพวกเขาเป็นผู้เสียสละมาทำงานโดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนใดๆ ทั้งนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญเท่านั้น เวลาเขาพูดถึงประเทศชาติ เขาพูดด้วยเสียงอันดังและทำมือทำไม้ขึงขัง พวกชาวบ้านได้แต่ผงกหัวขึ้นดู ด้วยความฉงนและสนุกสนาน นอกจากผู้ใหญ่บ้านกับครูแล้วก็คงไม่มีใครรู้เรื่องชาติกันเท่าไรนัก แม้แต่นักเรียนชั้นประถมสี่อย่างทองม้วนเองก็ยังยากจะเข้าใจ ถึงแม้ครูจะเคยพยายามชี้ให้เห็นภาพของชาติสักเท่าไร เธอก็นึกไม่ออก เพราะสิ่งที่เธอเห็นอยู่ก็มีแต่หมู่บ้าน ทุ่งนา ควาย และเด็กเลี้ยงควายเท่านั้น ชาติจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรหนอ ถ้ามันใหญ่กว่าทั้งหมู่บ้านและทุ่งนารวมกัน

วันรุ่งขึ้นพวกเขาก็เริ่มตั้งต้นทำงานตามที่พูดไว้ พวกผู้หญิงเป็นฝ่ายช่วยขนดิน ขนไม้ ไสกบ ขณะที่พวกผู้ชายบางกลุ่มเริ่มขุดหลุมฝังเสา บางกลุ่มบากหัวเสาและบางกลุ่มก็เลื่อยไม้ พวกเขาทำงานกันด้วยไปหน้าอันยิ้มแย้มและร่าเริง คุยกันไปด้วย เย้าแหย่กันไปด้วยอย่างน่าสนุกสนาน ทองม้วนไม่เคยเห็นการทำงานเช่นนี้มาก่อน ที่บ้านของเธอเวลาใครจะปลูกบ้านสักหลัง จะไปตามช่างไม้มา 2 – 3 คนก็พอแล้ว จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันอย่างจริงจังจนแทบไม่ค่อยได้พูดจากันมากนัก แต่ที่นี้มีคนตั้ง 50 – 60 คนสำหรับบ้านหลังเดียว อ้อ ไม่ใช่บ้านหรอก พวกเขาเรียกมันว่า ‘ศาลาประชาคม’ หรืออะไรนี่แหละ ทองม้วนไม่ค่อยเข้าใจชัดนักว่า ศาลาประชาคมจะต่างจากศาลาวัดที่เธอมีอยู่แล้วอย่างไร เห็นแต่พวกเขาอธิบายกันว่าจะได้ไว้เป็นพบปะหย่อนใจของชาวบ้าน เป็นการส่งเสริมสันทนาการหรืออะไรทำนองนั้น ยิ่งคำหลังนี่เธอไม่รู้เรื่องเลยว่ามันหมายถึงอะไรกัน เธอไม่ได้นึกมาก่อนด้วยซ้ำว่าจะมีคำนี้อยู่ในโลก แต่อย่างไรก็ดี เธอคิดว่าอย่างน้อยมันจะต้องเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ไม่งั้นพวกเขาตั้ง 60 คนคงไม่อุตส่าห์เดินทางไกลมาทำกัน แล้วพวกเขาก็เป็นนักเรียนชั้นสูงมากมายกว่าเธอหลายเท่าด้วย เขาต้องฉลาดกว่าทุกคนในหมู่บ้านแน่ๆ

ตกเที่ยงเธอก็ได้ยินเสียงนกหวีด และเห็นพวกเขาวางมือจากงานเดินกลับที่พักเป็นกลุ่มๆ ทองม้วนชอบแม้แต่วิธีการเดินของพวกเขา เขาเดินกระจายตามสบายและตะโกนคุยกันได้อย่างสนุกสนาน ที่โรงเรียนก็มีพวกเขาอีกกลุ่มหนึ่งทั้งหญิงและชายเป็นฝ่ายจัดทำอาหารเตรียมไว้ พวกเขานั่งล้อมวงกินด้วยท่าทางน่าเอร็ดอร่อย และพอบ่าย พวกเขาก็เริ่มทำงานกันต่อ

ตอนเย็นเธอได้ยินเสียงนกหวีดอีกครั้งหนึ่ง พวกเขาพากันมาอาบน้ำอาบท่า และนั่งคุยกันแถวหน้าสนามโรงเรียน มีใครเอาเครื่องดนตรีรูปร่างแปลกชนิดหนึ่งขึ้นมาเล่น แล้วพวกเขาก็ร้องเพลงกันด้วยภาษาซึ่งทองม้วนไม่อาจจะเข้าใจได้เลย พอตกค่ำพวกเขาก็จุดตะเกียงเจ้าพายุขึ้นราวกับจะมีงานพิธีอะไรกัน ถึงตอนนี้พวกเด็กชักกล้าขึ้นบ้างแล้ว จึงเข้าไปเมียงมองใกล้กว่าแต่ก่อน พวกหญิงสาวที่แต่งตัวสวยงามเหล่านั้นเห็นเข้าก็มาเรียกให้พวกเธอเข้าไปนั่งด้วย แต่ไม่มีใครกล้า ทองม้วนยืนแอบอยู่ตรงมุมมืดๆ แห่งหนึ่ง เธอรู้สึกอายเสื้อผ้าปุปะของเธอ อายว่าถ้าถูกถามเธอจะพูดอะไรตะกุกตะกัด คนเหล่านั้นล้วนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าดีกว่าของเธอมากนัก และเขาก็พูดกันเก่งเสียเหลือเกิน พวกเขาจับกลุ่มกันร้องเพลงและมีการละเล่นต่างๆ ล้วนแต่เป็นการละเล่นที่แปลกสำหรับเธอไปเสียทั้งนั้น และไม่ว่าเขาจะเล่นอะไรกันก็ตาม มักจะมีใครคนหนึ่งทำผิดเสมอ เขาต้องถูกลงโทษให้ทำอะไรแล้วแต่คนอื่นจะสั่ง ทองม้วนได้เห็นเขาเล่นพิเรนๆ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกทึ่ง เด็กหนุ่มคนหนึ่งถูกสั่งให้ไปคุกเข่าขอความรักจากหญิงสาวต่อหน้าคนมากมาย แล้วพวกเขาก็หัวเราะกัน เธอไม่เคยเห็นใครทำท่าทางกันแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต

หลังจากที่เขาได้หาวิธีการเล่นแปลกๆ จนไม่มีอะไรจะเล่นกันต่อไปอีกแล้ว หัวหน้าก็ลุกขึ้นมาพูดอีก ดูเขาช่างเป็นคนชอบพูดเสียจริงๆ เขาพูดสรุปผลงานที่ได้ทำไปว่าดีอย่างโน้นวิเศษอย่างนี้ และไม่ลืมพูดถึงประเทศชาติด้วยความภาคภูมิใจเหมือนทุกครั้ง เสร็จแล้ว เขาก็เปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ขึ้นพูดบ้างมีเด็กหนุ่มท่าทางเอาจริงเอาจังคนหนึ่งลุกขึ้นพูด เสียงของเขาฟังไม่ดีเท่าหัวหน้า แต่ก็ดังและหนักแน่น เขาพูดว่าเรา (หมายถึงพวกเขา) มัวแต่มาจับกลุ่มกันเองเกินไป ไม่ได้ทำตัวให้เข้ากับชาวบ้าน แม้แต่การแต่งตัวก็ผิดแปลกแล้ว เขาร้องขอให้ทุกคนพยายามช่วยกันหาหนทางแก้ไขข้อบกพร่องอันนี้ พอเขาพูดจบ ก็ได้รับการสนับสนุนด้วยการตบมือกราวใหญ่ หัวหน้าลุกขึ้นมาพูดว่า เขาก็คิดๆ ไว้เหมือนกันแต่เห็นว่าเป็นวันแรกๆ จึงปล่อยไปก่อน ต่อไปเราก็ควรพยายามทำตัวให้เข้ากับชาวบ้านมากขึ้น หัวหน้าก็เลยได้รับการตบมือด้วยเหมือนกัน

เมื่อกลับไปบ้าน ทองม้วนใช้เวลานานกว่าปกติกว่าจะหลับลงได้ ทุกสิ่งทุกอย่างดูช่างตื่นเต้นสำหรับเธอผู้ไม่เคยออกไปนอกหมู่บ้านเลย หลับแล้วเธอยังฝันต่ออีก เธอฝันว่าเธอได้เข้าไปรวมอยู่ในกลุ่มพวกเขาเหล่านั้นและกำลังช่วยเขาสร้างบ้านหลังนั้นด้วยความสนุกสนาน บ้านที่มีความสำคัญกว่าบ้านทุกหลังที่เคยรู้จัก เพราะเป็นบ้านที่มีความหมายต่อความเจริญของประเทศชาติ เธอยังได้ฝันต่อไปอีกว่า เธอได้เดินทางกลับไปเรียนหนังสือต่อที่เมืองหลวงกับพวกเขาเหล่านั้น เธอไม่ต้องถูกแม่ดุอีกต่อไป และไม่ต้องมานั่งเฝ้าเลี้ยงควายที่บ้านอีกต่อไป ได้แต่นั่งคุยกันอย่างสนุกสนานเหมือนอย่างที่เธอเคยเห็นในภาพพจน์แห่งความเป็นจริง

เมื่อตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น เธอรู้สึกเสียใจที่มันเป็นเพียงความฝัน ในขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกโล่งใจด้วยที่ไม่ต้องจากบ้านพ่อแม่พี่น้องจริงๆ เธอจะเอาอะไรไปพูดกับเขาได้ ทองม้วนคิด แล้วอยู่โน้นถ้าไม่มีควายให้เลี้ยง เธอจะไปเลี้ยงอะไรแทนกัน

วันนี้พวกเขาก็คงทำงานกันไปเหมือนวันวาน มีที่พิเศษมาก็คือ ตกเย็นพวกเขาส่วนมากแต่งตัวผิดกว่าเก่า พวกผู้ชายใส่เสื้อคอกลมสีหม่นๆ มีเชือกผูกแทนกระดุม เป็นเสื้อชนิดที่เธอไม่เคยเห็นใครในหมู่บ้านเขาใส่กัน บางคนก็เอาผ้าขาวม้ามาเคียนเอว ซึ่งก็ทำให้ดูแปลกออกไปอีก  พวกผู้หญิงใส่เสื้อแขนกระบอก นุ่งซิ่นไหม เป็นเครื่องแต่งตัวชนิดไม่มีใครในหมู่บ้านจะมีปัญญามีอีกเหมือนกัน พวกเขาพากันยิ้มย่องแล้วร้องทักกันว่า เป็นไงฉันเหมือนชาวบ้านเปี๊ยบเลยไหมล่ะ ทองม้วนอยากหัวเราะแต่เธอก็หัวเราะไม่ออก  เธอไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น บางทีอาจจะเป็นด้วยความเห็นใจที่มีหลงอยู่ในใจอันอ่อนโยนของเธอก็ได้

อย่างไรก็ตามที พวกเขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเขาเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เหมือนอย่างที่ชาวบ้านบางคนชอบเย้ยหยันคาดกันไว้ไม่ เขาจะทำงานกันทั้งวันอย่างขันแข็ง มิไยที่แดดจะกล้าหรือฝนจะพรำ ไม่ช้าวันศาลาประชาคมก็เป็นรูปร่างขึ้นมา เวลาเย็นพวกเขาบางคนจะเข้ามาลานบ้านอย่างสนิทสนม ชวนคุยถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้จิปาถะ หรือไม่ก็เอาพวกเสื้อผ้าและหนังสือเล่มเล็กๆ มาแจก พวกพ่อแม่มักจะพอใจกับเสื้อผ้า ในขณะที่เด็กนักเรียนขนาดเธอสนใจอยู่กับรูปภาพประกอบในหนังสือ เป็นหนังสือที่แนะนำวิธีป้องกันโรคสารพัดชนิด ทองม้วนไม่เข้าใจอยู่อย่างเดียวก็คือว่า กระดาษไม่กี่แผ่นแค่นี้จะช่วยป้องกันโรคที่น่ากลัวนั้นได้อย่างไร แต่เธอก็ไม่เคยถาม เธอไม่กล้าถาม เธอรู้สึกเหมือนว่าการถามอาจจะกลายเป็นการทำลายความไว้วางใจต่อกันที่ต่างฝ่ายต่างพยายามรักษาไว้เสียก็ได้ เธอก็ได้แต่เงียบและพอใจต่อทุกสิ่งทุกอย่าง

ตอนกลางคืนพวกเขาก็คงเล่นสนุกสนานกันอย่างเดิมโดยไม่รู้จักเบื่อหน่าย พวกเด็กๆ มักจะไปคอยดูด้วย หวังว่าจะมีอะไรสนุกๆ เช่น ลิเก หรือลำตัดมาให้ดูบ้าง แต่พวกเขาไม่เคยได้พบเลย พวกนักศึกษาเหล่านั้นถนัดแต่การร้องเพลงฝรั่งและสนุกตลกโปกฮา ซึ่งเด็กๆ ไม่เคยเข้าใจ ในบรรดาการละเล่นทั้งหมด มีอยู่อย่างเดียวที่เขาสามารถจะทำความเข้าใจร่วมกันได้ สิ่งนั้นก็คือ รำวง ทองม้วนชอบไปดูตอนที่เขารำวง เพราะมันทำให้เธอพอใจกับความรู้สึกทำนองที่ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ห่างไกลจากเธอจนเกินไปนัก

เวลาผ่านไป ผ่านไป จนคนทั้งหลายในหมู่บ้านเริ่มรู้สึกเหมือนว่านักศึกษาพวกนั้นไดกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านเช่นเดียวกับพวกเขา เช่นเดียวกับวัวควาย และทองม้วนก็เริ่มรู้สึกเหมือนว่าเสียงนกหวีดได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเธอ ทุกเช้าเธอได้ยินมัน เธอรู้ว่าพวกเขาเริ่มจะทำงานกันอีกแล้ว และเธอก็จะ กระวีกระวาดเข้าไปช่วยแม่ทำงานบ้าง ก่อนหน้านี้เธอรู้สึกว่างานนั้น เป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก แต่เมื่อเธอได้เห็นคนเหล่านั้น ทำงานกันด้วยความสนุกสนาน เธอก็รู้สึกอายตัวเองขึ้นมาในทันทีทันใด

แต่แล้ววันสุดท้ายก็มาถึงจนได้ วันหนึ่งศาลาประชาคมเสร็จเรียบร้อย มันยืนตระหง่านอยู่กลางทุ่งเหมือนสัตว์มหึมา เป็นอาคารโปร่งๆ มีแต่หลังคาไม่มีฝา พื้นราดปูนซีเมนต์ตลอด ปลายสุด้านหนึ่งยกพื้นขึ้นมาเหมือนเวทีลิเก พวกนักศึกษาต่างมีท่าทางภูมิใจและมองมันแล้วมองมันอีกอย่างชื่นชม เขาเอากล้องถ่ายรูปมาถ่ายกันใหญ่ และใครต่อใครที่ใหญ่ๆ โตๆ ก็มาชมเชยกัน มีทั้งนายอำเภอ เจ้านายทั้งหลาย หรือแม้กระทั่งข้าหลวงเองก็ยังแวะมาหน่อยหนึ่ง นับเป็นเหตุการณ์ที่พิเศษสุดในหมู่บ้านของเธอทีเดียว เพราะนอกจากผู้ใหญ่มีแล้วก็ไม่มีใครในหมู่บ้านเลยที่เคยได้เห็นหน้าข้าหลวงมาก่อน และก็ไม่มีใครเห็นนายอำเภอยิ้มเหมือนวันนี้อีกเช่นกัน

ตอนกลางคืน เขาจัดให้มีงานเลี้ยงฉลองอย่างใหญ่โตมโหฬาร หลายคนคุยกันว่ามันใหญ่เสียยิ่งกว่าคราวงานแต่งงานลูกชายผู้ใหญ่บ้านเสียอีก เขาล้มหมูเป็นตัวๆ แล้วก็ยังเชือดไก่อีกมากมาย พวกนักศึกษาใจดีถึงขนาดเข้ามาเชิญชาวบ้านไปร่วมด้วย แต่นอกจากผู้ใหญ่และครูแล้วก็ไม่มีใครกล้าไป ไม่มีใครในหมู่บ้านที่จะมีเสื้อผ้าดีๆ ใส่ และเขาไม่อยากถูกนายอำเภอมองด้วยสายตาตำหนิ พวกนักศึกษาคงไม่ได้ผิดหวังอะไรมากนัก ดูเขาจะพอใจกับอาหารตรงหน้าและการพูดคุยในหมู่กันเองมากกว่า นายอำเภอคุยเสียงดังกว่าใครเพื่อน และผู้ใหญ่มีก็ได้แต่พูดครับ ครับ ขณะที่นักศึกษาเย้าแหย่หยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ทองม้วนแอบไปดูพวกเขาอยู่ห่างไกลออกไปอีก

เช้าวันรุ่งขึ้น ทองม้วนไม่ได้ยินเสียงนกหวีดเช่นเดิม เธอรู้สึกว่าอะไรบางอย่างที่เคยยึดไว้ได้สูญหายไปเสียแล้ว เธอเข้าไปช่วยแม่ทำงานอย่างหงอยเหงา ตาชะเง้อไปที่โรงเรียน ไม่มีร่องรอยของผู้คนเหลืออยู่เลย ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนฝันไปจริงๆ

เมื่อว่างจากงานในตอนบ่าย ทองม้วนจึงเดินไปศาลาประชาคม เธอเอามือค่อยลูบคลำพื้นที่เรียบสะอาด และเธอรู้ดีว่าเธอไม่ได้ฝันไป เพราะถ้าเป็นความฝันก็ย่อมไม่มีสิ่งไรเหลืออยู่หลังจากนั้น  แต่นี้พวกเขาได้ทิ้งศาลาประชาคมให้เธอไว้ ศาลาประชาคมที่พวกเขาพร่ำบอกว่าจะเป็นความเจริญก้าวหน้าของหมู่บ้านต่อไป

ไม่มีใครรู้ว่าศาลาประชาคมนั้นจะเอาไปใช้ทำอะไรได้ ผู้ใหญ่บ้านเองก็ไม่อยากใช้ เพราะนานทีปีหนแกจะเรียกประชุมลูกบ้านสักที และแกก็พอใจจะใช้ลานบ้านของแก มากกว่าจะเสียเวลาเดินมาให้เมื่อย อีกอย่างแกก็เป็นห่วงว่าถ้าไปใช้บ่อยๆ เข้าเดี๋ยวศาลาประชาคมทรุดโทรมลง ต่อมาเมื่อนายอำเภอแวะมาตรวจก็จะตำหนิแกได้ ครูเองก็ยังไม่อยากจะใช้ แกได้แต่พูดว่าถ้าเปิดเรียนแล้วเมื่อไร คงจะจัดให้นักเรียนแสดงอะไรได้บ้างกระมัง แต่ตอนนี้เป็นระยะโรงเรียนปิด และใครก็รู้ว่าแกไม่ต้องการจะทำอะไรทั้งนั้น ศาลาประชาคมที่เขาอุตส่าห์สร้างกันมาด้วยความหวังและศรัทธา จึงยืนอยู่อย่างปราศจากผู้เหลียวแล บางครั้งพวกเด็กๆ ก็จะเข้าไปวิ่งเล่นกันบ้าง แต่ในไม่ช้าพวกเขาก็เบื่อ เพราะพื้นที่มันเป็นปูนซีเมนต์ ขุดลงไปไม่ได้เหมือนลานดิน และก็ยังลื่นไม่มันตีนอีกด้วย ทั้งหลังคาสังกะสีใหญ่โตนั้นก็ออกจะดูน่ากลัว และไม่ค่อยเป็นกันเองนัก นอกจากพวกเด็กแล้ว บางครั้งก็จะมีควายพากันเข้าไปหลบแดดอยู่ในนั้นบ้าง และเมื่อเด็กเลี้ยงควายตามเข้ามาพบเจอ เขาก็จะร้องลั่นด้วยความตกอกตกใจ และตะโกนด่าควายที่โง่เง่าไม่รู้จักเกรงอกเกรงใจของหลวงท่าน

เดี๋ยวนี้ทุกครั้งที่มีเวลาว่างจากงาน ทองม้วนมักชอบไปนั่งเล่นที่ศาลาประชาคม มันทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นขึ้น เวลาที่นึกถึงพวกเขาเหล่านั้น เธออกจะประหลาดใจว่าในยามนี้พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่ในเมืองหลวง เขาจะนึกถึงสิ่งที่เขาสร้างมันขึ้นมาด้วยความรักบ้างไหมหนอ

ฝนตกอีกแล้ว และลมก็พัดแรง มันสาดเข้ามาโดนเธอจนต้องลุกระเถิบเข้าไปในๆ เธออยากจะให้เขาสร้างฝาไว้ด้วย มันจะได้ช่วยกันฝน แล้วถ้าหากมีฝา ปะเหมาะก็จะใช้เป็นที่เก็บข้าวได้ด้วย คนบ้านเธอจะได้ไม่ต้องรีบขาย ถ้าพ่อค้าคนแรกๆ เข้ามากดราคาซื้อ

เธอรู้สึกเสียใจที่คิดออกนอกลู่นอกทาง เธอจะไปรู้ดีกว่าพวกนักศึกษาเหล่านั้นได้อย่างไร มันต้องเป็นศาลาประชาคมสิ ชาติถึงจะเจริญ ยุ้งข้าวมันจะไปมีความหมายเกี่ยวกับชาติได้อย่างไร ก็ไม่เพราะคนในบ้านเธอมัวแต่ปลูกข้าวอยู่หรือ กี่ปีกี่ชาติ หมู่บ้านเธอถึงได้มีสภาพอยู่แค่อย่างนี้

พายุฝนซาลงแล้ว แต่มันไม่ได้ซาไปจากดวงใจของเธอด้วย ทองม้วนรู้สึกว้าเหว่ขึ้นมาฉับพลัน และดวงตาเธอก็เริ่มขับน้ำใสสะอาดออกมา มันเอ่อล้นเบ้าตา ไหลผ่านแก้ม แล้วก็หยดลงที่พื้นปูนซีเมนต์อันขุ่นมัวนั้น

ที่มา : ฉันจึงมาหาความหมาย หน่ออ่อนแห่งวิญญาณ ‘ขบถ’ ของคนรุ่นใหม่! วิทยากร เชียงกูล พิมพ์ครั้งที่ 16

Single Post Navigation

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: