บางกอกรีคอเดอร์

จ ด ห ม า ย เ ห ตุ บ า ง ก อ ก

“สถาบันกษัตริย์ต้องไม่ขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตย” – ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ขณะที่การเรียกร้องให้ยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กำลังอ่อนแรงเพราะขาดลมใต้ปีกหนุนช่วย มีเพียงนักวิชาการนักเคลื่อนไหวกลุ่มเล็กๆ ที่เคลื่อนอย่างอาจริงเอาจัง

พลันที่ อำพล ตั้งนพกุล หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ‘อากง’ เสียชีวิตลงภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก็เปรียบเหมือนไม่ขีดก้านเล็กๆ ที่ถูกจุดขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด

ทำให้สังคมไทยกลับมาพิจารณา 112 กัน ด้วยความซีเรียสอีกครั้ง ที่หนักหนากว่าเดิม เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่ากฎหมายมาตรานี้เป็นสาเหตุให้ชายชราวัย 61 ปี ที่สุขภาพไม่ดีนัก ต้องจบชีวิตลง เพราะการคุมขังที่ยาวนาน โดยที่ไม่ได้รับการประกันตัว ทำให้ไม่ได้รับการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐานเพียงพอ

พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายของนายอำพล กล่าวว่า “นายอำพลขอปล่อยตัวมา 8 ครั้ง แต่ศาลยกคำร้องทุกครั้ง ซึ่งหากนายอำพลได้รับสิทธิประกันตัวตั้งแต่ต้น และได้หาหมอทุก 3-6 เดือนอย่างที่ควรจะเป็น เขาจะไม่เสียชีวิต”

(ทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ได้ชี้แจงกรณีดังกล่าวนี้ คดีนี้ศาลอาญามีคำพิพากษาไปแล้วและระหว่างการพิจารณาชั้นอุทธรณ์ จำเลยยื่นขอประกันตัวต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัววันที่ 15 มีนาคม 2555 ซึ่งจำเลยคงคิดว่าคงไม่ได้มีโอกาสได้ประกันตัวอีก จำเลยจึงได้ขอถอนอุทธรณ์ไปเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2555 เพื่อจะใช้สิทธิยื่นถวายฎีกา เพราะการถวายฎีกาจะยื่นได้ต่อเมื่อคดีต้องถึงที่สุด ซึ่งศาลอาญาได้ออกหมายคดีถึงที่สุดให้เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 และเมื่อคดีถึงที่สุดก็ไม่อาจยื่นประกันตัวอีกได้ เนื่องจากคดีไม่ค้างการพิจารณาอยู่ในศาลยุติธรรม)

บังเอิญว่าวันเดียวกับที่อากงจากไป ผมมีโอกาสได้สนทนากับนักวิชาการประวัติศาสตร์อาวุโส เป็นหัวหอกของขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ปฏิรูป ม.112 ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้วิเคราะห์มาตรา 112 ที่เชื่อมโยงกับทิศทางสถาบันกษัตริย์อย่างลึกซึ้งและผมจะขอยกบางช่วงของการสนทนามาเล่าต่อในพื้นที่ตรงนี้

ผมถาม ดร.ชาญวิทย์ว่า วันนี้สถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองไทย ปรับดุลกันได้ลงตัวแล้วหรือยัง ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอีกหรือไม่?

“ยังไม่ลงตัวนะครับ พูดตรงๆ คือทำไมจึงมีกรณีมาตรา 112 เกิดขึ้น ตรงนี้เป็นจุดสำคัญมาก เป็นจุดที่ท้าทายว่าสถาบันกษัตริย์จะมีการปรับตัว ปฏิรูปให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้หรือไม่ ถ้ามองย้อนกลับไป 80 ปีที่แล้ว บอกว่าคณะราษฎรใจร้อนก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถ้าคิดแบบนี้ก็ต้องมองอีกด้านหนึ่ง คณะเจ้าใจเย็นเกินไป ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โลกในปี 2470 ซึ่งกระแสประชาธิปไตยแพร่หลายไปทั่วโลกได้

“…ถ้าสถาบันกษัตริย์ในช่วง ร.6 คาบเกี่ยวถึง ร.7 ปรับตัวตามทิศทางของโลก 24 มิถุนายน 2475 อาจจะไม่มี แต่อาจจะมีลักษณะของญี่ปุ่น คือพระเจ้าจักรพรรดิพระราชทานรัฐธรรมนูญไม่ต้องถูกยึดอำนาจ เหมือนสถานการณ์ปัจจุบันการที่สถาบันพระมหากษัตริย์มีความสำคัญอย่างยิ่งเป็นศูนย์กลางของสังคมไทยในปัจจุบัน แต่ว่ากำลังอยู่ในช่วงของการที่มีข้อถกเถียงมากๆ ในเรื่องมาตรา 112 จะสามารถปฏิรูปหรือปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ได้หรือไม่ นี่เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบอย่างยิ่ง”

อาจารย์สรุปว่า ตอนนี้สถาบันกษัตริย์ต้องตัดสินใจแล้วว่าจะปรับตัวหรือไม่?

“ผมพูดแบบไม่อ้อมค้อม ถ้าเรารักษาประชาธิปไตย ถ้าจะรักษาสถาบันกษัตริย์ เราต้องปฏิรูปกฎหมายมาตรา 112 เราต้องดูตัวอย่างประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์และเป็นประชาธิปไตย เราต้องดูประเทศที่ศิวิไลซ์ ไม่ดูประเทศที่ล้าหลัง ซึ่งมาตรฐานของโลกในแบบประชาธิปไตยคืออังกฤษ และญี่ปุ่น หรือประเทศยุโรปตะวันตกที่รักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้ได้ ให้สถาบันกษัตริย์กับประชาชนอยู่คู่กันไป ไม่ใช่ให้สถาบันกษัตริย์ขัดแย้งกับประชาธิปไตย สังคมไทยถึงจุดที่ท้าทายอย่างมากๆ เราต้องไม่ฝืนกระแสโลก ยิ่งวันนี้การสื่อสารเร็วขึ้น มีโซเชียลเน็ตเวิร์ค มีเฟซบุ๊ค มียูทูป ถ้าไม่ดูปัจจัยภายนอกเลยมีสิทธิ์พัง”

แต่ก็มีคนบอกว่าสังคมไทยไม่ควรไปเปรียบเทียบกับสังคมประเทศอื่น?

“สังคมไทยมีลักษณะพิเศษก็จริง แต่เราก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ ถ้าเราดูในโลกนี้ องค์การสหประชาชาติมีสมาชิกเกือบ 200 ประเทศ ถามว่าประเทศส่วนใหญ่เป็นระบอบกษัตริย์หรือประธานาธิบดี คำตอบคือประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นประธานาธิบดี เกือบ 20 เปอร์เซ็นต์เป็นระบอบกษัตริย์ที่มีรัฐธรรมนูญ เราต้องดูโลกใบใหญ่ให้เห็นว่าโลกใบนี้เป็นอย่างไร เราฝืนกระแสโลกไม่ได้ ถ้าเราทำให้สถาบันกษัตริย์กับสถาบันประชาธิปไตยขัดแย้งกัน สังคมไทยจะมีปัญหาแน่ๆ แต่ถ้าเราทำให้สองสถาบันนี้ควบคู่กันไปได้ สังคมนี้จะมีความหวัง ไม่เกิดความขัดแย้งรุนแรงเหมือนที่เคยฆ่าฟันกันมาหลายต่อหลายยก”

การปฏิรูป ม.112 ของอาจารย์คือระดับไหนครับ ยกเลิกหรือแก้ไขบทลงโทษ หรือปรับวิธีการบังคับใช้?

“ก็ต้องปฏิรูปออกมาสักทาง ต้องเข้าใจว่ามาตรา 112 มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ แต่ก่อนโทษมันไม่หนักขนาดนี้ แต่มันมาเพิ่มโทษให้หนักขึ้นในช่วงที่มีการปกครองด้วยอำนาจเผด็จการทหารและพลเรือนตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ธานินทร์ กรัยวิเชียร มันต้องปลดล็อค ถ้าปลดไม่ได้ มันจะยิ่งไปกันใหญ่ อยากให้สังคมฟังนักวิชาการที่มีหลักมีฐานไม่ประจบสอพลออย่าง ดร.นิธี เอียวศรีวงศ์ ดร.ผาสุก พงศ์ไพจิตร ดร.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ต่างก็มองเห็นเหมือนกับผม แต่นักวิชาการไม่น้อยที่เป็นไปตามกระแส พวกที่เราเรียกว่าเนติบริกร รัฐศาสตร์บริการ มันก็มี แต่เราต้องมองหลักคิด ของนักวิชาการที่เป็นอิสระ ไม่แสวงหาลาภยศสรรเสริญเป็นหลัก ไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่ฟังแต่พวกนักวิชาการที่พร้อมจะไปรับใช้การเมือง”

ถ้า ม.112 ไม่ได้รับการปฏิรูป จะเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย?

“น่าห่วงมาก แต่ต้องยอมรับว่าการแก้กฎหมายนี้จะเกิดขึ้นยาก เพราะแรงต้านทานมีสูง คนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในสังคมชั้นสูง ผมได้พบปะเป็นการส่วนตัว บอกกับผมว่าเห็นด้วยกับผม แต่พอที่แจ้งจะไม่ออกมาพูด ผมจึงห่วงว่าถ้าเป็นกันแบบนี้โอกาสที่สังคมนี้จะแตกหักนองเลือดกันเหมือนพฤษภาคม 2553 หรือพฤษภาคม 2535 ถ้ามองตามหลักวิชาประวัติศาสตร์ที่ผมเรียนมา มันก็มีโอกาส วันนี้สังคมไทยต้องช่วยกันปลดเงื่อนไขการนองเลือด ต้องการคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมสูงมากในการทำภารกิจนี้ และการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ก็ใช้คนไม่มาก ใช้คนจำนวนหนึ่งที่เป็นตัวนำ แต่ต้องได้รับแรงสนับสนุนจากสังคมพอสมควร”

คัดลอกจาก-คอลัมน์ “เบื้องหลังคน – เบื้องหลังข่าว” เสถียร วิริยะพรรณพงศา

เนชั่นสุดสัปดาห์ ศุกร์ 11 – พฤหัสบดี 17 พฤษภาคม 2555

https://docs.google.com/file/d/0B8TGG4oXxT1pbWNFUE5MVUdnU1E/edit?pli=1

Single Post Navigation

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: