บางกอกรีคอเดอร์

จ ด ห ม า ย เ ห ตุ บ า ง ก อ ก

ไฉนเลยจะรู้ได้ – มิถุนายน 2511/วิทยากร เชียงกูล

ข้างล่างนั้นคือผู้คน  และภายในผู้คนเหล่านั้นคือชีวิต ภาพภายนอกของชีวิตที่เห็นๆ กันอยู่ คือคนหนุ่มสาวผผู้กำลังแสวงหาอะไรบางอย่าง และข้างบนนี้คือห้องสมุด มีทั้งคน ชีวิต บางสิ่งบางอย่างที่ควรแสวงหาอยู่รวมกัน

และห้องสมุดก็มีทั้งหนังสือและม้านั่ง

หนังสือมีไว้อ่านและม้ามีไว้นั่ง

หนังสือบางเล่มมีค่ายิ่งกว่าไว้เพียงแค่อ่าน แต่ม้านั่งทุกตัวคงมีค่าไว้เพียงแค่นั่ง หรือนอน หรือยืนเท่านั้น

ห้องสมุดมีไว้สำหรับรักษาหนังสือ แต่ถ้าพูดกันถึงความเป็นจริงแล้ว หนังสือต่างหากที่เป็นผู้รักษาความเป็นห้องสมุดไว้

บรรณารักษ์คือผู้ดูแลหนังสือ แต่หนังสือก็คือผู้ดูแลบรรณารักษ์ด้วย มันให้ที่พัก ให้อาหาร ให้เครื่องนุ่งห่มแก่พวกเขาเหล่านั้น

ฉันเป็นสมาชิกในสังคมแคบๆ แห่งนี้มาสามปีแล้ว ฉันนั่งอยู่ที่นี่ตลอดมาโดยไม่เคยลุกไปไหน ร่างกายของฉันเท่านั้นที่ลุกไปโน่นไปนี่ แต่ดวงวิญญาณฉันไม่เคยจากไปไหน หนังสือเหล่านั้นอยู่ที่นี่มากว่าสามสิบปีแล้ว มันไม่เคยไปไหนเหมือนกัน มีคนพาร่างกายของมันไปที่นี่ที่โน่นชั่วครั้งชั่วคราว แต่วิญญาณของมันไม่เคยไปไหน คนบางคนก็ถึงกับมาขโมยมันไป เพราะเขาคิดว่าเขาคนเดียวเท่านั้นที่มีค่าพอจะได้ครอบครองมันหรือไม่ก็เพราะว่าเขาไม่มีเงินชำระค่าเล่าเรียน แต่วิญญาณของมันก็ไม่อาจถูกขโมยได้

เบคอนพูดผิดที่ว่า การอ่านหนังสือทำให้คนเป็นคนโดยสมบูรณ์ หรือไม่เขาก็พูดเบาเกินไป เขาควรจะพูดว่าการอ่านหนังสือนั้นจะทำให้คนเป็นคนยิ่งกว่าคน และมันอาจจะทำให้เขาเป็นเทวดา เป็นพระเจ้าได้ด้วยซ้ำไป เบคอนอาจจะรู้ข้อนี้ แต่เขาอาจไม่กล้าพูด เขาต้องรูว่าถ้าเขาพูดออกมาเช่นนั้นก็จะไม่มีใครเข้าใจเขา โลกได้ให้บทเรียนซึ่งไม่มีใครได้เรียนรู้ อัจฉะริยะต้องตายไปเสียก่อนจึงจะเป็นที่รู้จักและเข้าใจ

ฉันรู้ ฉันเข้าใจ ฉันเคยอ่านหนังสือ และฉันเคยยิ่งกว่าอ่านหนังสือ ฉันเป็นเทวดา ฉันเคยเป็นพระเจ้า โฟลแบรต์ก็อาจจะรู้อีกคนหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ได้พูดทำนองนี้ เขาพูดเพียงแต่ว่า “ถ้าท่านอยากเป็นพระเจ้าท่านจงเป็นกวี” เขาต้องคิดว่าประโยคนี้คนคงเข้าใจและเชื่อได้ดีกว่าประโยคที่ว่า “ถ้าท่านอ่านหนังสือถึงขนาดหนึ่ง ท่านก็อาจเป็นพรเจ้าได้” ฉันรู้ดีว่ากวีนั้นเป็นได้ยาก เพราะคนจะต้องการและเรียกร้องผลงานของท่านเพื่อเป็นข้อพิสูจน์ แต่พระเจ้านั้นเป็นได้ง่ายกว่า พระเจ้าไม่จำเป็นต้องให้ข้อพิสูจน์และท่านอาจเลือกเป็นพระเจ้าองค์ที่ไม่มีใครรู้จักเลยก็ได้

ฉันนั่งอยู่ที่นี่สามปีแล้ว ฉันไม่เคยลุกไปไหน ฉันนั่งอ่านหนังสือ บางครั้งฉันก็ให้หนังสืออ่านฉัน มีคนเดินผ่านไปมาทั้งวัน พวกเขามาหาหนังสืออ่าน บางครั้งฉันก็อ่านพวกเขา

คนที่รู้จักฉันอาจจะทักฉัน บางคนก็เลยไป เขาไม่อยากรบกวนสมาธิฉัน บางคนเลยไปก็เพราะยังนึกไม่ออกว่าจะทักฉันทำไม บางคนเลยไปเพราะไม่คิดว่าทักฉันแล้วจะได้อะไรขึ้นมา เดี๋ยวนี้เวลาเป็นของมีค่าขึ้นกว่าเก่า และคนยุคหินใหม่กว่านี้ ก็รู้จักที่จะตีคุณค่าอะไรออกมา โดยใช้ประโยชน์เป็นหน่วยวัดแต่เพียงอย่างเดียว มนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์การเมืองและสังคมเท่านั้น เขายังเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกด้วย

แต่วันนี้มีคนมาทักฉัน เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง ปกติฉันไม่ค่อยคุ้นเคยกับพวกผู้หญิง เหมือนที่ฉันคุ้นเคยกับหนังสือ เพราะพวกผู้หญิงมักอ่านได้ยากกว่า แต่กับเพื่อนคนนี้ฉันคุ้นกับเขาพอสมควร เพราะเขาเป็นคนที่จริงใจและเปิดเผย ฉันรู้สึกว่าสามารถพูดคุยอะไรกับเขาได้อย่างสะดวกใจ มากกว่าผู้หญิงที่พยายามจะรักษาความเป็นผู้หญิงในทัศนะเก่าไว้มากเกินไป

ฉันถามไถ่เขาถึงคู่รัก เพราะฉันได้เรียนรู้มานานแล้วว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการที่จะถามคู่สนทนาถึงสิ่งที่เขารักมากที่สุด เขาตอบว่า เขาไม่ต้องการคู่รักเวลานี้ แต่ต้องการหนังสืออ่าน เขาอธิบายให้ฟังว่า เวลามีอะไรบางอย่างอยู่ในใจซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ เขาจะหันเข้าหาหนังสือ เพราะมันจะช่วยให้คนเราลืมอะไรบางอย่างซึ่งสับสน ซึ่งว้าวุ่น หรือแม้แต่ขมขื่นไปเสียได้ เขาหวังว่าฉันก็คงจะเคยรู้สึกเช่นนั้น ฉันยิ้มและบอกเขาว่า ฉันไม่ค่อยเป็นเหมือนอย่างนั้นนัก เขาทำหน้าประหลาดใจแล้วถามว่า ถ้าเช่นนั้นฉันมาจมอยู่กับกองหนังสือด้วยเหตุใด

ฉันตอบว่า ฉันอ่านหนังสือ เมื่อเวลาที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีกว่านี้อีกแล้ว และฉันก็มักไม่รู้จะทำอะไรดีอยู่เสมอๆ  ฉันจึงต้องอ่านหนังสือ เขาถามฉันว่า ถ้าเช่นนั้นเวลาที่ฉันอยู่ในสภาพอย่างเขาฉันจะทำอะไร ฉันตอบว่า ฉันจะอยู่คนเดียวเงียบๆ  และเปิดเพลงฟัง จะเลือกเอางานที่ยิ่งใหญ่ประเภทซิมโฟนีเลยทีเดียว และจะเปิดมันให้ดังเข้าไว้ เสียงดนตรีเหล่านั้นจะทำให้ได้สำนึกว่า ในโลกอันคับแคบนี้ ยังมีอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวของเราอีกมากนัก และดังนั้นดวงใจของฉันก็จะคลายความโศกเศร้าลงได้บ้าง

เขาพยักหน้าเหมือนเข้าใจและถามฉันว่า จะคุยกับเขาสักครู่ได้ไหม เขารับตรงๆ ว่าหนังสือก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน และสิ่งที่เขาต้องการมากกว่าเวลานี้ก็คือใครสักคนที่จะมาระบายความนึกคิดสู่กันฟัง

ฉันเลยบอกกับเขาว่าดนตรีบางครั้งก็ช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน และถ้าจะมีอะไรที่ฉันอยากทำมากที่สุดในโลก สิ่งนั้นก็คือการได้ช่วยผ่อนคลายความเศร้าโศกให้แก่ดวงใจของมนุษย์ได้นั่นเอง ฉันไม่ได้บอกเขาด้วยหรอกว่า นี่คือเหตุผลอันหนึ่ง ที่เคยทำให้ฉันมุ่งมาดปรารถนาที่จะเป็นกวีผู้ขับกล่อมโลก ฉันรู้ดีว่าตอนนี้เขาไม่ได้พะวงถึงเรื่องอะไรมากไปกว่าเรื่องของตัวเองเท่านั้น เขาไม่สนใจหรอกว่าฉันจะไปเป็นกวีหรือขอทานที่ไหน

เขาเล่าให้ฉันฟังถึงคู่รักของเขาซึ่งได้รู้จักชอบพอกันมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยม เขาไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงได้รักกัน เขาได้แต่รู้ และหวังว่าฉันก็คงจะรู้ว่าความรักนั้นไม่ต้องการเหตุผลมากนัก เขารักกันมาตั้งแต่นั้นจนบัดนี้ เพราะเขาอยู่ในโลกเดียวกันและพูดภาษาเดียวกันมาโดยตลอด มีความคิดคล้ายกัน มีความฝันคล้ายๆ กัน และไม่เคยปล่อยให้อารมณ์มีอำนาจเหนือเหตุผล แน่ละ เขาเคยมีเรื่องระหองระแหงกันบ้างเหมือนกับคู่รักทุกคู่ในโลก แต่เขาก็จะคืนดีกันได้เองในไม่ช้าไม่นาน เขาต่างมีความเชื่อว่า เชือกใยที่ต่างฝ่ายต่างช่วยกันสร้างมาเพื่อเชื่อมโยงกันและกันนั้น ยังคงเหนียวแน่นอย่างชนิดที่ไม่มีวันจะหลุดขาดได้อีกแล้ว และเงายาวของกาลเวลาที่ผ่านไป ก็ได้แต่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่เขาทุกเวลานาที

แต่ก็เหมือนกับที่ใครคนหนึ่งที่ตายไปแล้ว เคยพูดเอาไว้ สิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือความไม่แน่นอนนั่นเอง เขาเล่าให้ฉันฟังว่า เดี๋ยวนี้อะไรก็ไม่เหมือนก่อน แท่งความรักได้เปิดเผยให้เห็นอีกด้านหนึ่งที่หมองมัวของมัน และแทนที่มันจะให้แต่ความอิ่มเอิบเหมือนที่เคยให้ มันก็ไม่ลืมที่จะหยิบยื่นความทุกข์ทรมานและความเจ็บปวดเหมือนที่คาลิล ยิบรานเคยว่าไว้ ให้อีกด้วย

“ฉันรู้ว่าฉันยังรักเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลง และฉันก็รู้ว่าเขาก็คงยังรักฉันอยู่เช่นกัน แต่อะไรบางอย่างได้เกิดขึ้น มันฉุดกระชากรั้งคู่ออกจากโลกแห่งความฝันอันสวยสดงดงาม เพียงเพื่อจะให้พบกับความจริงที่น่าชิงชัง มันพยายามแม้แต่จะพิสูจน์ให้เราต่างฝ่ายต่างเห็นว่า แม้เราจะเคยพูดภาษาเดียวกัน แต่ภาษาเดียวกันนั้นเอง ก็อาจจะเพี้ยนไปได้ เดี๋ยวนี้เวลาเขาคุยอะไรให้ฉันฟัง ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้รู้สึกสนุกตามไปด้วยเหมือนก่อน บางครั้งฉันก็ถึงกับเบื่อหน่ายด้วยซ้ำ และแม้ว่าฉันจะพยายามทำเป็นสนใจเพื่อเอาใจเขาก็ตาม ฉันก็รู้ว่าเขารู้ถึงข้อนั้น เพราะเวลาที่ฉันพูด ฉันก็ยังรู้ว่าเขาต้องแกล้งทำเป็นสนใจเรื่องที่ฉันพูดเหมือนกัน ฉันทนไม่ได้ที่จะต้องมาเสแสร้งกันเช่นนี้ ฉันจึงพยายามหลบหน้าตาเขาเสีย ฉันรู้ว่าฉันทำไม่ถูก ฉันโง่ ฉันขลาด แต่ฉันก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้อีกแล้ว ฉันคิดถึงเขา อยากอยู่ใกล้เขาจนบอกไม่ถูก แต่เมื่อฉันคิดไปถึงว่า ฉันจะหาเรื่องอะไรไปพูดคุยกับเขา นึกถึงการปั้นสีหน้าเพื่อเอาใจกัน ฉันก็รู้สึกขยะแขยงขึ้นมาทันที ฉันทนไม่ได้ ฉันรู้อีกเหมือนกันว่า ถ้าปราศจากเขา ฉันคงทนไม่ได้เหมือนกัน”

เขาหยุดพูดไปขณะหนึ่งแล้วถามฉันว่า ฉันพอจะตามเรื่องที่เขาเล่ามาทั้งหมดได้ทันหรือไม่ ฉันตอบเขาว่า ฉันคิดว่าฉันพอจะเข้าใจ ฉันอดแสดงความสงสัยไม่ได้ว่า ในทัศนะของเขานั้น คู่รักของเขาคงจะเปลี่ยนไปไม่น้อย ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าเขารู้สึกเช่นนั้น

“เขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่ากลัวเหลือเกิน และเขามองไม่เห็นโลกด้านที่สวยงามอีกต่อไป เขาพูดถึงแต่เรื่องการเอารัดเอาเปรียบ การข่มขู่ และความชิงชัง วันหนึ่งเมื่อเขาเห็นฉันแต่งตัวสวย แทนที่เขาจะชมฉันด้วยถ้อยคำที่คู่รักจะพึงให้แก่คู่รัก เขากลับพูดเสียว่า ‘เธอช่างมัวแต่งตัวสวยอยู่ได้อย่างไรกัน ในเมื่อคนอีกครึ่งค่อนโลกกำลังหิว กำลังป่วยไข้ เธอไม่รู้ดอกหรือว่า เสื้อผ้าที่เธอสวมอยู่นั้น ทำมาจากชีวิตของตัวไหมนับเป็นร้อยเป็นพัน เขาเอามันไปต้มในน้ำเดือดเพียงเพื่อจะเอาใยมันมาประดับความฉาบฉวยของมนุษย์ เวลาฉันเห็นใครใส่ผ้าไหม ฉันก็เห็นแต่ตัวไหมที่วิ่งพล่านอยู่ในท้องทะเลแห่งความตายและฉันก็ได้แต่รู้สึกสะอิดสะเอียน…..’

“เขาช่างสรรหาคำมาว่าราวกับฉันเป็นคนใจดำอำมหิตเสียเหลือเกิน ฉันพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ร้องไห้ และแทนที่เขาจะหยุดอยู่แค่นั้น หรือพูดอะไรที่เป็นการปลอบประโลมฉันบ้าง เขาก็กลับพูดต่อไปอีก “พวกเธอก็ดีแต่ร้องไห้เท่านั้น และเธอก็ไม่ได้ร้องเพราะสงสารตัวไหมหรือผู้อื่นหรอก เธอร้องเพราะสงสารตัวเองที่ไม่ได้รับคำชมเท่านั้น’

“ฉันจะทนได้อย่างไรกับคำพูดเหล่านี้ ฉันรู้เหมือนกันว่า ที่เขาพูดมาทั้งหมดนั่นไม่มีส่วนไหนที่เป็นเท็จเลย แต่วิธีที่เขาพูด มันควรจะนุ่มนวลกว่านี้ นี่ไม่ใช่การพูด ชนิดที่คนรักจะพึงให้แก่กัน เขาควรจะขอร้องฉัน ไม่ใช่ประชดประชัน ฉันยินดีแม้แต่จะแต่งเสื้อผ้าปอนๆ เพื่อเขา แต่เขาก็ไม่เคยขอร้อง”

“ยังมีเรื่องอื่นๆ อีก ยังมีอีกมาก คงจะเป็นเพราะว่าไม่มีใครทนเขาได้นั่นเอง เขาจึงมาระบายที่ฉัน เขารู้ดีว่าฉันคนเดียวเท่านั้นที่รักเขาอย่างจริงจัง เขาจึงคิดว่าฉันจะทนฟังทุกอย่างที่ออกมาจากความคิดของเขาได้ เขากำลังเคียดแค้นโลก และเขาก็ไม่อาจจะทำร้ายใครได้ เขาไม่มีสิทธิ์จะทำร้ายใครเลย นอกจากฉันผู้มีพันธะผูกพันกับเขาไว้ด้วยความรัก คุณคิดว่ามันออกจะประหลาดไหมที่คนเราจะเบนความมุ่งร้าย มายังคนที่เขารักมากที่สุดในชีวิต”

ฉันตอบว่าฉันไม่ได้นึกเช่นนั้น อย่างน้อยฉันคิดว่าฉันไม่ได้นึกเช่นนั้น ฉันเคยเห็นอะไรๆ ที่ประหลาดกว่านี้มาเยอะ และฉันมองไม่เห็นเลยว่าทำไมคู่รักจะยังความเจ็บปวดร้าวให้แก่กันไม่ได้ ก็คู่รักไม่เป็นผู้สมควรที่จะได้แบ่งเบาความเจ็บปวดจากคู่รักดอกหรือ สิ่งใดเล่าจะมีความหมายยิ่งไปกว่านั้น เธอไม่เข้าใจประโยคที่คนรักเคยพูดกันถึงว่าดังนี้ดอกหรือ “ฉันรู้ว่าความตายนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควร แต่สำหรับฉันแล้ว มีใครบางคนที่มีค่าพอที่ฉันจะตายเพื่อเขาได้”

เขาตอบว่า เขาน่าจะเกิดความภูมิใจได้ ถ้าเขาจะไม่เลือกรับเอาความเจ็บช้ำ แต่เขาก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะเลือกเอาอย่างแรกได้ ความเจ็บช้ำที่โหดร้ายได้เข้าครอบงำดวงใจไว้จนหมด และเขาก็รู้สึกท้อแท้จนเกินกว่าที่จะสร้างความภูมิใจได้ มันคงเท่ากับเป็นการหลอกตัวเอง หากจะต้องคิดเช่นนั้น

ฉันพูดให้เขาฟังว่า ถ้าอย่างนั้นเขาก็จำต้องทนรับเอาความเจ็บช้ำนั้นไว้อย่างหน้าชื่นตาบาน ในเมื่อเขาเป็นผู้สมัครใจเลือกเอาเอง เขาต้องทนและต้องรอก มีเพียงกาลเวลาอย่างเดียวเท่านั้นในโลก ที่จะเป็นยารักษาความเศร้าหมองของจิตใจได้ เขาควรจะอยู่ให้ห่างจากคู่รักชั่วขณะหนึ่งความห่างไกลเท่านั้นที่จะช่วยให้เขาต่างได้เรียนรู้ถึงความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ในดวงใจของแต่ละฝ่าย เขาถามฉันว่าเหตุใด บางครั้งคู่รักจึงไม่อาจที่จะอยู่ใกล้กันจนเกินไปได้ ความรักก็คือความปรารถนาที่จะกระทำตัวให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคนที่เรารักมิใช่หรือ

ฉันบอกให้เขาฟังว่า เวลาฉันมองดูรูปภาพสีน้ำมันอย่างใกล้ชิด ฉันก็เห็นแต่ความเลอะเทอะ ความสกปรกยุ่งเหยิง ฉันมองไม่เห็นความสวยงาม และไม่เคยรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับภาพนั้นเลย แต่เมื่อฉันก้าวถอยไปดูห่างๆ นั่นแหละ ฉันจึงเห็นสิ่งที่ฉันไม่เคยเห็นและรู้สึกอย่างที่ฉันไม่เคยรู้สึกได้

เขายิ้มแสดงความขอบคุณและทำท่าจะกล่าวคำอำลา เขารีรออยู่ครู่หนึ่งเหมือนกับจะนึกขึ้นได้ว่า ในโลกไม่ได้มีเขาและคู่รักเพียงสองคนเท่านั้น เขาเอ่ยปากถามฉันว่า ฉันคงเคยมีความรักมาแล้วหรือมิใช่ ฉันตอบไปว่า เป็นเช่นนั้น เขาถามต่อ แล้วอย่างไร ฉันตอบ แล้วไม่อย่างไร

เขาเดินไปตามทางที่เขามา เขาไม่ได้หนังสือไปอ่าน เพราะเขาไม่ได้ต้องการมัน

ฉันนั่งอยู่ที่นี่มาสามปีแล้ว ฉันไม่เคยลุกไปไหน ฉันเป็นเทวดา ฉันเป็นพระเจ้า เบคอนไม่รู้  โฟลแบรต์ไม่รู้ ฉันรู้ ฉันเข้าใจ…..

คัดลอกจาก – ฉันจึงมาหาความหมาย หน่ออ่อนแห่งวิญญาณ ‘ขบถ’ ของคนรุ่นใหม่! วิทยากร เชียงกูล ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 16

Single Post Navigation

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: